ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความเพ้อฝัน-ความสุข

   -ความฝันมักนำมาซึ่งความสุข
-จินตนาการหรือความเพ้อฝันเป็นไปได้เสมอ เพียงหาที่เงียบๆ และปล่อยจิตใจให้ล่องลอยเคลิ้มฝันไป  เราอยากเป็นผู้วิเศษก็ฝันเป็นได้ทันที  หรือ เราจะอยากจะเป็นเศรษฐี  ฝันอยากเป็นเจ้าของอาณาจักร ฝันอยากเป็นครู ฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ  ก็นึกฝันเป็นได้ในบัดดล

   -ตอนเป็นเด็กเราทุกคนเต็มไปด้วยจินตนาการและความเพ้อฝัน ซึ่งล้วนแต่เป็นไปได้ในจินตนาการ  ช่วงเวลานั้นเรามักจะพึงพอใจที่จะจมอยู่กับความสุขในโลกแห่งความฝัน
   -เมื่อโตขึ้นมาหน่อย เด็กๆ ทุกคนต่างต้องได้ไปโรงเรียน  แน่ล่ะพวกเขาไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะความฝันหรือเพื่อความฝัน  พวกเขาถูกทำให้เชื่อว่าที่นั่นจะทำให้ฝันของrวกเขาเป็นจริง และสิ่งที่เด็กๆ ได้เห็นอย่างเจนตาคือ "ทุกคนล้วนแต่ทำเช่นนั้น"  โดยไม่รู้ว่าทำไม  ทำอย่างชาชินเหมือนทุกคนที่ต้องเข้าส้วมตอนเช้าหรืออะไรเทือกนั้น  การไปโรงเรียนอาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเด็กสี่ขวบที่ในหัวล้วนเต็มไปด้วยจินตนาการและความฝัน

   -ลองถามพวกเขาสิว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร  "อยากเป็นหุ่นยนต์  อยากเป็นกระต่าย  อยากเป็นหมา อยากเป็นนางฟ้า อยากเป็นนักบินอวกาศ อยากเป็นซุปเปอร์แมน อยากเป็นตู้เย็น"  สารพัดที่จะอยากเป็น  แล้วการศึกษาซึ่งเขาต้องอยู่ยาวนานตั้ง 20 ปี จะให้สิ่งเหล่านี้แก่พวกเขาได้ไหม?
    -กลับกัน การศึกษาอันยาวนานเพียงสร้างความคิดให้กับพวกเขาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้น้อยมาก  เด็กต้องทำทุกสิ่งที่ระบบการศึกษายัดเยียดให้ทำโดยที่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองฝัน  ดูเหมือนทุกอย่างจะมีคำตอบเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว  ทุกคนจะถุกไล่ต้อนไปในทิศทางที่กำหนด โดยใครหรืออะไรก็ไม่แน่ใจ   เด็กๆ ต้องท่องสูตร ท่องสูตรคุณอันมากมายเพราะเผื่อบังเอิญอาจจะได้ใช้ตอนสอบแต่ เมื่อต้องใช้ในชีวิตจริงๆ กลับใช้เครื่องคิดเลขหรือคอมพิวเตอร์แทน  หลายเรื่องที่ต้องพยายามทำความเข้าใจโดยที่ไม่อยากจะเข้าใจ  ต้องทำการบ้านอันน่าเบื่อเพื่อตบตาครูทุกวัน  ต้องทนถูกบ่นหรือก่นด่าเพราะอยากถูกมองว่าสำคัญ  ต้องแต่งตัวซ้ำๆ อย่างน่าเบื่อ  ต้องอยู่กับครูบางคนที่น่าเบื่ออย่างยาวนานเป็นปี  ทุกอย่างเป็นเรื่องถูกกับผิดไปเสียหมด
  -ในที่สุดก็ฝันไม่เป็นเสียแล้ว
  -ที่เคยมีความฝันและมีความสุขก็หมดไป
  ? หรือเราควรปล่อยให้ทุกอย่างได้เป็นอย่างที่มันควรเป็น


(แนวข้อสอบครูและผู้บริหาร)
โรงเรียนควรทำอย่างไรถ้ามีเด็กหกขวบคนหนึ่งใฝ่ฝันอยากโตขึ้นเป็นหมา
ก. พยายามเปลี่ยนความคิดให้เขาอยากเป็นหมอ
ข.พยายามเปลี่ยนความคิดให้เขาอยากเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมา
ค. ปรับหลักสูตรให้เขาได้เติบโตเป็นหมาตามความใฝ่ฝัน
ง. ไม่ต้องทำอะไร ทำอย่างเดิมที่โรงเรียนเคยทำ
(ดูเฉลยท้ายเล่ม)





วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรียนนอกกะลา "อาหารพื้นถิ่น"

คนจีนโบราณกล่าวไว้ว่า ดิน น้ำ แต่ละที่สร้างผู้คนแต่ละแบบ  หากพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่เราจะเห็นปัญญาอันลึกซึ้งของคนจีนโบราณที่เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วย อากาศ พืช น้ำ ดิน และ จุลินทรีย์

ความพยายามหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรมนั้นกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนในปัจจุบันและอนาคตต่อจากนี้ไป  ในที่สุดมนุษย์จะเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงในฟาร์มแห่งโลก
การสร้างการเรียนรู้เพื่อให้เด็กได้กินอาหารพื้นถิ่นและผลิตเองจึงเป็นทักษะจำเป็นลำดับต้นๆ ของทักษะศตวรรษใหม่ เพื่อการดำรงอยู่ด้วยความหลากหลายอย่างสมดุล

อาหารเย็นวันนี้คืออาหารชั้นสูง  แกงลูกตัวต่อหัวเสือกับหน่อไม้ดอง  อาหารที่ให้โปรตีนชั้นสูงและจุลินทรีย์จากหน่อไม้ดอง  ลูกหรือตัวอ่อนของต่อหัวเสือก็คือหนอนดีๆ นี่เอง  กว่าจะสอยรังของมันลงมาได้จากยอดไม่สูงลิบลิ่วก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย   ส่วนเนื้อในของตัวอ่อนนั้นรสนุ่มรื่นลิ้นตอนที่เราขบตัวอ่อนให้แตกกลั้วกับรสอมเปรี้ยวของหน่อไม้ดองก็จะได้รสชาติกลมกล่อมระเริงปากยิ่งนัก   อีกอย่างคือจิ้งโกร่งคั่วที่ขุดจากรูดินยามเมื่อโตเต็มวัยตอนเดือนเก้าเดือนสิบ  คั่วสุกแล้วเคี้ยวกรุบกรอบรสมันติดกลิ่นเถื่อนของแมลงใต้ดิน


จิ้งโกร่งค้่ว

แกงลูกตัวต่อหน่อไม้ดอง



เรียนนอกกะลา

ญี่ปุ่น ฤดูร้อน ปี 2014
ณ ร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง Sendai  หลังสถานีรถไฟชินคันเซ็น (ใกล้โรงแรม ANAHoliday ที่เราพัก)  เมืองที่ผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากเหตุสึนามิถล่มชายฝั่งเมื่อ 2012  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 15,000 คน ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตรอกนั้นเล็กจนแขกทั้งแปดคนนั่งเบียดกันรายรอบเคาท์เตอร์รูปตัวแอลหน้าเตาปิ้งบาร์บีคิวของพ่อครัวซึ่งก็เป็นเจ้าของร้านด้วย
ตอนที่ผมเข้าไปนั้นมีที่ว่างอยู่พอดีกับแขกอีกหกคนที่นั่งอยู่ก่อน ซึ่งพวกเขาก็ล้วนแต่ต่างคนก็ต่างมา  ผมรู้สึกขัดเขินนิดๆ ตอนที่จะนั่งลงไปชิดกับคนแปลกหน้า  เจ้าของร้านและภรรยาของเขาซึ่งทำหน้าที่บริกรกับผู้ช่วยซึ่งยังหนุ่มกระทงต่างก็กล่าวคำทักทายสวัสดีผมเสียงดังพร้อมกับค้อมคำนับอย่างนอบน้อม คนในร้านอีกหกคนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆ หน้าเคาร์เตอร์ก็หันมาค้อมคำนับเล็กๆ ส่งสัญญาณอย่างมีไมตรี  ผมเอื้อนเอ่ยทักทายตอบ  กุ๊กเจ้าของร้านอายุสักสามสิบเศษยื่นเมนูมาวางอยู่ตรงหน้าผมและเฝ้ารอ  เมนูภาษาญี่ปุ่นย่อมไร้ประโยชน์สำหรับผม  ผมถามถึงสาเกที่เป็นต้นตำหรับของพื้นถิ่นที่นี่จากขวดสาเกเปล่าที่ตั้งโชว์อยู่บนชั้นติดผนังกว่าสิบชนิด   กุ๊กเจ้าของร้านสีหน้าจริงจังตั้งหน้าตั้งตารอฟังอย่างใส่ใจเขาทำท่าครุ่นคิดคำนึงอยู่สักพัก  เขาก้มลงเปิดช่องของตู้แช่สาเกเย็นแล้วก็ยกขวดสาเกแช่เย็นขนาดเบอเริ่มเทิ่มออกมาพร้อมใบหน้าปาดรอยกระหยิ่มยิ้มย่อง  เขาทำท่าลูบคลำอย่างทะนุถนอมพร้อมกับทำเสียงครางในลำคอตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นก่อนจะสาธยายเป็นภาษญี่ปุ่นยาวปรื๋อ  ผมยิ้มส่งสายตาบอกว่าไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้าให้  ผมบอกเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่าขอลองสักแก้วพร้อมกับทำมือทำไม้ประกอบ  พ่อครัวยิ้มอย่างปลื้มใจสุดๆ แล้วหยิบแก้วสาเกขนาด 200cc ขึ้นมาเทใส่จนเต็ม  ตาผมลุกโชนด้วยเพิ่งรู้แน่ชัดว่า เราคงเข้าใจผิดกันอย่างมหันต์เพราะผมหมายถึงแก้วเล็กๆ สักหนึ่งกรึ๊บเหมือนในหนังจีนนั่นต่างหาก  ผมถามว่ามีเล็กกว่านี้ไหม  เขาบอกว่ามีแบบเดียวราคาแก้วละสี่ร้อยเยน  ดูเหมือนแขกทั้งร้านก็แอบมองผมกับพ่อครัวอย่างสงสัยใคร่รู้อยู่เช่นเดียวกัน  กลิ่นสาเกหอมเย้ายวนตามแบบของสาเกเชื้อชวนให้ต้องดม  รสชาติอันละมุนละไมไม่บาดคอยิ่งให้น่าหลงใหล  พ่อครัวที่เฝ้าดูสีหน้าผมอยู่ก็ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นใบหน้าอันผ่อนคลายอย่างพึงพอใจของผมหลังจากจิบไปอึกใหญ่  เขาหันไปย่างบาร์บีคิวในเตาเล็กๆ ให้กับแขกที่สั่งไว้ก่อนหน้าด้วยรอยยิ้ม  เตาถ่านอ่อนๆ ซึ่งอยู่ห่างใบหน้าผมซักแขนหนึ่งส่งเสียงฉู่ฉี่  สี กลิ่น บาร์บีคิว เนื้อไก่ หมึก ของเขาดูน่ากินอย่างสุดจะบรรยาย  กระบวนท่าที่เขาสลัดเกลือใส่บาร์บีคิวก็ออกจะพิสดารคล้ายดั่งซามูไร (บูชิโด) ตวัดดาบจาโตะ  ลีลาอย่างนั้นกลับทำให้เกลือจึงถูกสลัดทิ้งเสียมากกว่า  แต่บางคราผมพานให้นึกถึงลีลาของศิลปินที่กำลังปาดสีลงบนผืนผ้าใบเสียมากกว่าการกำลังปรุงบาร์บีคิว  สาเกแก้วแรกจึงหมดไปอย่างง่ายดายทั้งงดงาม























พ่อครัวหลังจากย่างบาร์บีคิวสุกพองาม  ก็บรรจงจัดใส่จานพร้อมมีใบไม้ประดับ  ภรรยาเป็นผู้ยกเสิร์ฟอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มอันอิ่มเอิบ  ตอนนั้นผมคิดในใจว่าคนสั่งคงไม่อยากกินมากไปกว่าอยากมาอุดหนุนพ่อครัวหันมาชี้ชวนสาเกพิเศษรสใหม่ของเขา ผมก็ยอม ขวดเบอเริ่มเทิ่มที่เขายกมาวางหน้าผมดูฉ่ำไปด้วยเกล็ดความเย็น ฉลากสีแดงที่มีตัวหนังสือสีส้มอมชมพูก็รู้สึกได้ว่าน่าจะมีรสชาติพิเศษ  เขายังรินให้ผมจนเต็มแก้วขนาด 200 cc  รสชาติของขวดนี้กลิ่นหอมคล้ายเหล้าบ๊วยเสียมากกว่าแต่ด้วยปริมาณแอลกอฮอร์สักสิบสี่เปอร์เซ็นต์และติดรสหวานทำให้แก้วที่สองสองนี้ลื่นไหลด้วยอรรถรสที่ต่างออกไป

มีแขกบางคนบอกเช็คบิลกลับ  ภรรยานำบิลใส่ถาดใบเล็กๆ มาโค้งให้สามีดูก่อนแล้วจึงอ้อมไปลงนั่งคุกเข่าให้แขกตรวจดูรายการและราคาด้วยท่าทีที่นอบน้อม เมื่อเช็คบิลเสร็จทั้งพ่อครัว ผู้ช่วยพ่อครัว และภรรยาพ่อครัวก็กล่าวขอบคุณเสียงดังพร้อมกับตามไปส่งที่หน้าร้าน  ผมได้ยินเสียงกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าดังลอดมาจากหน้าร้าน
แขกผู้ชายแต่งตัวดีคนหนึ่ง เหมือนกับจะพูดเรื่องผมกับพ่อครัวก่อนที่จะหันมาทักทายผม เขาพูดภาษาอังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่นเช่นกัน  เขาชี้ชวนให้ชิมอีกแบบ คราวนี้ขวดสีดำดูหนักแน่น กลิ่นหอมของมันละมุนเหมือนขวดแรก แต่น่าจะแรงกว่า ก่อนที่ผมจะดื่มพ่อครัวยื่นบาร์บีคิวเสียบไม้ชิ้นขนาดพอคำมาตรงหน้าผมพร้อมกับเอ่ยเป็นคำสั้นว่า Present  ก่อนที่เขาจะอธิบายเพิ่มอย่างอยากเย็นที่ผมจะเข้าใจว่านี่สำหรับคนไทยคนแรกที่ได้มากินที่ร้านเขาอธิบายต่อว่าบาร์บีคิวไม้นี้ทำจากเนื้อด้านข้างของน่องไก่หมักสูตรของเขาเอง  ผมลองชิมด้วยสายตาเว้าวอนรอดูของเขา  เนื้อนุ่ม หอมออกรสอุมามิ รอยยิ้มตอนผมเคี้ยว ยิ่งทำให้พ่อครัวคนนั้นพอใจยิ่ง
ตลอดเวลาที่ผมนั่งอยู่ ผมจะได้ยินเสียงพูดจากันอย่างคุ้นเคย แต่เต็มไปด้วยความนอบน้อมต่อแขกทุกคน ทุกจานอาหารทุกแก้วที่เสิร์ฟ เต็มไปด้วยความใส่ใจด้วยสนนราคาที่ไม่แพง  ร้านอยู่ในตรอกเล็กๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศของความรู้สึกอบอุ่น  คืนนั้นจึงตราตรึงใจยิ่ง  ผมไม่รู้ว่าดื่มไปกี่แก้ว  กี่ชนิด  แต่ทุกแก้วล้วนน่าจดจำ  ตอนที่ผมออกมาทั้งพ่อครัวและภรรยาตามออกมาส่ง ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก  ท่าทีการตอบรับออกจะจริงจังและใส่ใจของพ่อครัวทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเราคือคนสำคัญ 
หัวใจบริการอยู่ในสายเลือด  ความเคารพต่อกันมีอยู่ในสายเลือด รากเหง้าที่มาจากการสั่งสมของบรรพบุรุษเมื่อหลายพันปีมาแล้ว  การศึกษาของเขาอาจไม่ได้สร้างสิ่งนี้  แต่วัฒนธรรมของเขาสร้างการศึกษาที่จะธำรงสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ยาวนานได้ความมีวินัยของคนในชาตินี้เป็นที่เลื่องลือ  กินเสร็จแล้ว ไม่ว่าอยู่ไหนโดยเฉพาะในที่สาธารณะต้องจัดการกับขยะเอง  เดินชิดซ้ายเสมอให้คนรีบร้อนกว่าได้แซงขวา  เข้าคิวเสมอแม้จะดูเป็นแถวที่วุ่นวาย  แต่ทุกคนกับรู้ว่าตนเองต้องต่อใคร  ตรงเวลาเสมอ  อย่างที่รถไฟชินคันเซนบางสถานีจอดรับคนเพียงสองนาทีโดยที่รถไฟเองก็มาถึงตรงเวลาและออกตรงเวลา

เคยมีคนบอกว่าไม่จำเป็นอย่าถามทางกับคนญี่ปุ่น  ผมพิสูจน์ด้วยตนเองพบว่า  พวกเขาล้วนแต่ใส่ใจกุลีกุจอกับความทุกข์ของเราจนเกินไป นี่กระมังที่อาจทำให้คนที่ถูกถามเองต้องลำบากตอนที่จับรถชินคันเซนจากเซนไดมาโตเกียวราวสองชั่วโมงกว่า  เมื่อมาถึงสถานีโตเกียวซึ่งเป็นศูนย์รวมรถไฟคล้ายหัวลำโพงของไทยแต่ใหญ่มาก มีหลายชั้น  ผมต้องต่อรถไฟไปสนามบินนาริตะ  ซึ่งต้องอีกราวชั่วโมงเศษ  ในนั้นมีที่อยู่ที่กินที่ชอปปิ้งเต็มไปหมด  การจะหาชานชาลารถไฟสักสายไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ที่มาครั้งแรก  แต่ผู้คนก็ยินดีให้เราถาม  ตอบคำถามอย่างใส่ใจด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น  ซึ่งเมื่อผมไปถึงชานชาลาหนึ่งซึ่งไปผิด ผมถามนี่ใช่ที่ที่ต้องรถรถไฟคันนี้ไหม  ผู้คนห้าคนบริเวณนั้นเข้ามาดูตั๋วซึ่งขึ้นมาจากเซนได  และก็ใช้โทรศัพท์ของตนเองเพื่อค้นหาชานชาลาที่ถูกต้อง  เด็กสาวคนหนึ่งค้นเจอว่าไม่ใช่ ต้องไปอีกฟากหนึ่ง แต่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องควบคุมให้เพื่อยืนยัน  ทุกคนดูตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนเดินทางจริงๆ  ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมานับหลายพันปี

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กว่าจะเป็นครูนอกกรอบ 2

บทสัมภาษณ์ลงในหนังสือ
รวมมิตรคิดเรื่องการเรียนรู้ประสบการณ์ภาคปฏิบัติของมวลมิตรยุคอนาล็อคและคนรุ่นดิจิทัล
โดย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้  Thailand Knowledge Park (TK park)
กฎระเบียบคือเครื่องบีบรัดจิตวิญญาณ
            เมื่อโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนารับครูรุ่นแรก ในปี 2546 ครูวิเชียรและครูใหม่ได้ล้อมวงสนทนากันถึงประสบการณ์ในโรงเรียนที่ตนไม่ชอบเมื่อวัยเด็ก เพื่อที่จะไม่สร้างเงื่อนไขเหล่านั้นให้เกิดขึ้นอีก
เราไม่เคยเชื่อเลยว่า การที่มายืนเข้าแถวแล้วมานั่งตากแดดฟังครูพูดตอนเช้า จะทำให้เราเป็นคนดี เราไม่ชอบที่มีใครมาบอกว่าเรามีความรู้เท่านั้นเท่านี้ ทั้งที่เรามีมากกว่านั้น หรือมีทักษะอื่นที่เขาไม่เห็น เมื่อเราไม่ชอบ เราก็จะไม่ทำกับเด็ก ครูวิเชียรเล่า
            มีครูจำนวนไม่น้อย ที่เข้าใจว่าการลงโทษ ดุตีด่าว่า จะทำให้เด็กเติบโตเป็นคนดี แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ในตัวเด็ก กรอบกติกาต่างๆ เป็นเครื่องบีบรัดจิตวิญญาณของเด็กให้ไม่กล้าเรียนรู้ และไม่กล้ายกระดับตนเองขึ้น ครูวิเชียรเชื่อว่าถ้าเด็กรู้สึกว่าตนได้รับคุณค่า จะทำให้เป็นเด็กที่กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าทำ เพราะไม่รู้สึกผิด ขณะเดียวกันก็จะรู้จักการเคารพคนอื่น รวมทั้งเคารพสิ่งรอบตัวด้วย
            รูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็คือ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเด็กขีดเขียนตามฝาผนังเพราะมีความเคารพต่อสถานที่ เด็กรู้จักหน้าที่ของตน มาถึงโรงเรียนตรงเวลาเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง เข้าเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องมีใครบอก และโรงเรียนก็ไม่มีเสียงออดหรือเสียงระฆัง


ปัญญาภายนอก VS ปัญญาภายใน
            ครูวิเชียรมองว่า กะลาใบใหญ่ที่ครอบระบบการศึกษาไทยอยู่คือการยึดติดใน ความรู้ ซึ่งเป็นแค่เพียงส่วนเปลือกของการศึกษา แท้ที่จริงแล้วคุณค่าของการศึกษาอยู่ที่การก่อให้เกิดความเจริญงอกงามทางปัญญา อันประกอบด้วยปัญญาภายนอก ซึ่งหมายถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่อยู่รอบตัว และอีกส่วนหนึ่งคือปัญญาภายใน ซึ่งหมายถึงความเข้าใจตนเองและธรรมชาติของชีวิต ดังนั้นเป้าหมายที่ชัดเจนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา คำนึงถึงการก่อเกิดปัญญาทั้งสองส่วน
นับตั้งแต่การเปิดสอนปีแรก โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ทดลองใช้เครื่องมือสำหรับบ่มเพาะปัญญาภายนอกหลายหลายวิถีทาง เช่น การบูรณาการโดยใช้ Story Line ซึ่งช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างสนุกสานเพลิดเพลิน แต่กลับไม่ได้นำพาไปสู่แก่นแท้ของความรู้ได้จริง ต่อมาก็บูรณาการโดยProject Based Learning ซึ่งเอื้อให้เด็กได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง แต่ยังไม่ได้ให้อิสระเด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนรู้ จนในที่สุดก็พบว่าแนวทางการสอนที่เหมาะสมคือการบูรณาการโดย Problem-Based Learning ซึ่งเติมเต็มเรื่องการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน ไปพร้อมกับการลงมือปฏิบัติจนเกิดทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตจริงๆ
การนำปัญหามาเป็นสิ่งกระตุ้นในการเรียนรู้ เป็นการสร้างความเสียสมดุลในตัวเด็ก แล้วเด็กจะหาทางที่จะรักษาความสมดุลนั้น ด้วยกระบวนการที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เอาทักษะและความรู้มารวมกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา พอเขาได้แก้ปัญหาบ่อยๆ ก็จะเพิ่มทักษะ เพิ่มความเข้าใจ ทำให้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่แข็งแกร่ง
การเรียนรู้อย่างอิสระเริ่มต้นด้วยการให้นักเรียนได้เลือกในสิ่งที่ตนสนใจ และคิดว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง รวมทั้งได้การออกแบบการเรียนรู้ว่าตนอยากจะสร้างนวัตกรรมอะไร โดยมีครูเป็นผู้มีบทบาทช่วยสนับสนุนให้เด็กได้แก้ปัญหาเหล่านั้น และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับมาตรฐานและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนปัญญาภายในซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยการพร่ำสอนของครู ครูวิเชียรได้นำกระบวนการ จิตศึกษา มาใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะ หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือ การเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวก การจัดกิจกรรมตามแนวคิดนี้จะมุ่งเน้นให้เด็กมีความรักที่เผื่อแผ่ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งอื่น และมีสติรู้สึกตัวได้เร็ว สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญงอกงามภายใน จะต้องมีลักษณะเป็นองค์กรแบบเปิด ที่ทุกคนเรียนรู้ร่วมกัน มีอุดมการณ์ร่วมกัน เคารพกัน และมีความเป็นกัลยาณมิตร
ครูวิเชียรกล่าวถึงความสำคัญของปัญญาภายในว่า การจะอยู่บนโลกนี้ได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมข้างนอก แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างใน หากเราสามารถสร้างปัญญาภายในให้เข้มแข็งพอ เด็กจะมีวุฒิภาวะและภูมิคุ้มกันชีวิต ไม่ว่าจะมีแรงกระแทกจากภายนอกแค่ไหนเขาก็จะผ่านมันไปได้

รื้อกระบวนทัศน์การประเมินแบบชี้ถูกชี้ผิด
เมื่อกรอบคิดทางการศึกษาข้ามพ้นไปจากเรื่องของวิชาความรู้ แนวคิดการประเมินผลแบบเดิมๆ ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ครูวิเชียรมองว่า การประเมินผลควรจะเป็นกระบวนการยกระดับผู้เรียนให้พัฒนาไปข้างหน้า ต่างจากเครื่องมือตัดสินเด็กโดยการให้เกรดแบบที่คุ้นเคยกันในระบบการศึกษา
ถ้าเราประเมินความรู้ คนจะวิ่งหาความรู้ ถ้าประเมินความสวย คนจะวิ่งหาความสวย ถ้าประเมินเอกสาร คนก็จะจัดการเรื่องเอกสาร การประเมินของประเทศไทยเป็นปัญหาต่อการศึกษา เพราะชี้นำไปที่ความรู้ ครูวิเชียรกล่าว
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงไม่มีระบบสอบปลายภาค แต่จะให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประเมินการเรียนรู้ของตนเอง โดยการreflection คือการพินิจอย่างใคร่ครวญ และรับฟังเสียงสะท้อนจากครูและเพื่อนๆ ด้วยความเมตตา ซึ่งก่อให้เกิดการประเมินและการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ถูกวัดไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นการวัดความเข้าใจ และทักษะที่เด็กได้แสดงออกมา
การแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม การคิดหลายระดับ การคิดเชิงตรรกะ การดูแลสุขภาพ การดูแลสิ่งแวดล้อม การประกอบการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะมากกว่าเป็นความรู้ แม้แต่คุณธรรมก็เป็นทักษะเพราะไม่ใช่สิ่งที่เก็บไว้ในใจแล้วรู้สึกแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์แสดงออก ทักษะเป็นพฤติกรรมที่เกิดซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอแปลว่า เขามีทักษะในการเรียนรู้ ถ้าเด็กสร้างนวัตกรรมได้ทุกครั้งที่ครูเสนอปัญหาให้ แปลว่าเขามีทักษะในการคิดและการสร้างนวัตกรรม ครูวิเชียรอธิบาย
ครูอุปมาให้เข้าใจถึงการประเมินตัวบุคคลว่า ถ้าเรายิ่งประเมินละเอียดเราจะเห็นเรื่องที่หยาบ นั่นก็คือเราแยกสิ่งที่จะถูกประเมินจนเป็นส่วนย่อยๆ แล้วก็ดูแต่สิ่งนั้น  แต่หากเราประเมินรวมๆ ดูกลมๆ เราจะเห็นความงอกงามของเด็กได้ละเอียดใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่า แต่ระบบการศึกษาไม่ทำอย่างนั้น เพราะจับต้องยากและไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน"

ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนทางเลือก แต่เป็น โรงเรียนนอกกะลา
            ทุกวันนี้ เมื่อการศึกษากระแสหลักยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่แท้จริงของคนในสังคมไทย จึงเกิดโรงเรียนทางเลือกแนวทางใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อย ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีค่าเล่าเรียนสูง หลายคนเข้าใจว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็เป็นหนึ่งในโรงเรียนทางเลือก
            ครูวิเชียรปฏิเสธนิยามดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาพยายามเป็นโรงเรียนตัวอย่างเพื่อให้โรงเรียนของรัฐนำบทเรียนที่เกิดขึ้นไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจัยต่างๆ ของที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโรงเรียนรัฐทั่วไป เด็กได้เข้ามาเรียนโดยการจับสลาก งบประมาณต่อหัวก็ต่ำกว่า แต่สิ่งสำคัญที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแตกต่างออกไปก็คือกระบวนการเรียนการสอน
            แม้จะปรารถนาที่จะเป็นโรงเรียนตัวอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะสามารถเป็นแม่แบบให้โรงเรียนอื่นได้หยิบฉวยหลักสูตร หรือแบบเรียนใดๆ ไปใช้ได้อย่างสำเร็จรูป  หลักสูตรมันเริ่มเก่าตั้งแต่เราเริ่มทำ ถ้าครูยังติดยึดอยู่กับหลักสูตรอยู่สิบปี มันจะล้าสมัยขนาดไหน โลกเปลี่ยนไปทุกวัน กระบวนการเรียนรู้ของครูและเด็กก็จะต้องเปลี่ยนด้วย ครูวิเชียรกล่าว

การเรียนรู้ของครูก็เหมือนกับการเรียนรู้ของเด็ก  คือควรจะเกิดจากการลงมือปฏิบัติด้วยประสบการณ์ของตนเอง จนเกิดเป็นความเข้าใจที่แท้จริง ครูวิเชียรคาดหวังว่า อยากให้ครูที่เข้ามาดูงานเห็นเป้าหมายใหญ่ๆ เหมือนเรา แล้วกลับไปสร้างองค์กรการเรียนรู้ด้วยวิธีของเขา เกิดความภูมิใจในองค์กรตนเอง ขอให้เน้นผลที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่เขาจะอยู่ในโลกอีก 10 ปีข้างหน้า การได้เรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้เกิดชุดความรู้ใหม่ทั้งหมดในองค์กร เกิดทักษะร่วม ความรู้สึกร่วม รู้สึกว่าฉันมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ รู้สึกว่าเราได้ยกระดับจิตวิญญาณกันและกัน สัมพันธภาพที่ดีและความหมายต่อการทำงานก็จะเกิดขึ้น

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กว่าจะมาเป็นครูนอกกรอบ 1

บทสัมภาษณ์ลงในหนังสือ
รวมมิตรคิดเรื่องการเรียนรู้ประสบการณ์ภาคปฏิบัติของมวลมิตรยุคอนาล็อคและคนรุ่นดิจิทัล
โดย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้  Thailand Knowledge Park (TK park)


   ตามสำนึกของคนทั่วไปย่อมเห็นว่า การศึกษาคือหนทางไปสู่การประสบความสำเร็จในอนาคต อันได้แก่หน้าที่การงานที่สุขสบาย เงินทอง และเกียรติยศการยอมรับจากสังคม จึงดิ้นรนแข่งขันกันเพื่อให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และได้ปริญญาสูงๆ แต่ครูท่านหนึ่งกลับเห็นสวนทางว่า นี่คือกรอบคิดที่เป็นอันตรายต่อระบบการศึกษา และได้สั่นคลอนมายาคติที่ฝังแน่นนี้ โดยการบุกเบิกโรงเรียนตัวอย่างที่ไม่มีแบบเรียน ไม่มีการสอบ ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวด ไม่มีการลงโทษ ไม่จัดลำดับความสามารถของผู้เรียน แต่เน้นพัฒนานักเรียนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งปัญญาภายนอกและภายใน
     ร่วม 10 ปีแล้วที่ครูวิเชียร ไชยบัง ได้วางรากฐานการศึกษาแนวใหม่ให้กับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ และได้ส่งต่อแนวคิดนี้กับครูเลือดใหม่หลายต่อหลายรุ่น

   กว่าจะมาเป็นครูนอกกรอบ
   ตอนเด็กครูวิเชียรมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารอากาศ ตามค่านิยมเดิมๆ ของคนชนบท ที่อยากทำงานมียศมีตำแหน่งหรือเป็นเจ้าคนนายคน แต่สุดท้ายกลับสอบติดคณะคุรุศาสตร์ วิทยาลัยครูมหาสารคาม และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ชีวิตหันเหสู่ความเป็นครู แม้ช่วงชีวิตในการเรียนในวิทยาลัยครูจะสั้นเพียง 4 ปี แต่การเรียนการสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร และความคาดหวังที่วิทยาลัยมีต่อนักศึกษาในโครงการคุรุทายาทรุ่นแรก ก็ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณความเป็นครูจนฝังรากลึก
       “ผมไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไหร่ ถูกทำทัณฑ์บน 4 ครั้ง แต่ผมก็เรียนได้ดี อาจเป็นเพราะบุคคลิกภาพส่วนตัวที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก คือกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน
            นอกจากความใฝ่รู้แล้ว ตัวตนที่เข้มข้นอีกด้านหนึ่งของครูวิเชียร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลที่ทำให้เป็นครูนอกกรอบ ก็คือความขบถและหัวแข็ง
        ผมถูกเลี้ยงดูมาโดยตา ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ตาไม่ได้เข้มงวดมากนักจึงทำให้ผมมีความคิดที่อิสระตั้งแต่เด็ก มักจะมีความคิดต่อต้านเรื่องราวที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เชิงเกเร แต่หัวรั้นหัวแข็ง ผมไม่เคยแสดงออกแบบก้าวร้าว แต่จะดื้อเงียบไม่ทำตามเสียเฉยๆ แล้วคนอื่นก็จะรู้เองว่าผมคิดอะไร ครูวิเชียรเล่า  
            เมื่อเรียนครูไปจนถึงปีท้ายๆ ครูวิเชียรเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษาของไทย และเริ่มคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้การศึกษาไทยดีขึ้นกว่าทุกวันนี้ ตอนนั้นผมบันทึกไว้ในไดอารี่ว่า ทำไมเราต้องเอาทฤษฎีต่างประเทศมาใช้ตลอด ทั้งๆ ที่บางทฤษฎีมีอายุเป็นร้อยปี ผมไม่เชื่อว่ามันสามารถนำมาใช้ได้จริงๆ แล้วผมก็อยากจะสร้างทฤษฎีการศึกษาขึ้นมาเอง จากนั้นผมก็ไม่เคยลืมมัน ไม่ถึงกับจะทำแบบเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อมีโอกาสผมก็พยายามจะทำ
        หลังศึกษาจบ ครูวิเชียรได้บรรจุเป็นครูที่โรงเรียนห่างไกลในจังหวัดกาฬสินธุ์ บรรยากาศที่สงบทำให้ครูใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ อาทิผลงานของนักเขียนรัสเซียอย่างตอลสตอยและดอสโตเยฟสกี้ ซึ่งกล่าวถึงความทุกข์ยากของชีวิตและความหมายของการมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็ได้ขยายไปอ่านงานเขียนที่มีลักษณะเดียวกัน อย่างเช่นผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลอีกหลายคน
            จากประสบการณ์การเป็นครู ครูวิเชียรได้พบเห็นปัญหาและความล้มเหลวมากมายของระบบการศึกษา เมื่อเห็นว่าการเป็นครูผู้น้อยยังไม่สามารถสร้างผลสะเทือนต่อระบบการศึกษาเท่าใดนัก ก็มุ่งมั่นที่จะทำงานในระดับผู้บริหารการศึกษาเป็นลำดับต่อไป โดยเป็นครูอายุน้อยที่สุดในเขตอีสานตอนล่างที่สอบได้เป็นผู้บริหารในปีนั้น
             ครูวิเชียร เป็นผู้บริหารโรงเรียนได้ 5 ปี ก็ถึงจุดผลิกผันที่สำคัญของชีวิต เมื่อได้พบกับเจมส์ คลาร์ก นักธุรกิจชาวอังกฤษ ที่ปรารถนาจะสนับสนุนการพัฒนาชนบทไทยให้ยั่งยืน ด้วยการสร้างโรงเรียนตัวอย่างที่มีคุณภาพ และเขาเป็นหนึ่งเดียวที่ถูกคัดเลือกให้ทำหน้าที่ครูใหญ่
              ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงถูกเลือก  แค่อาจเห็นความหวังบางอย่างในตัวผม คุณเจมส์รู้แต่เพียงว่าอยากจะสร้างโรงเรียนดีๆ สักแห่ง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร  คุณเจมส์เคยพูดไว้ว่า สิ่งเดียวที่สำคัญที่ทำให้กับโรงเรียนนี้ คือเลือกคนถูก  

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนแต่ทำเพื่อตนเอง

ความเป็นผู้นำ-หากจะดูจากการที่คนๆ นั้นทำเพื่อใคร

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนแต่ทำเพื่อตนเองทั้งนั้น  พวกเขาไม่เสแสร้งว่าทำไปเพื่อคนอื่นหรอก   
แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำเพื่อความสุขทางกายของตนเอง  ทั้งไม่ได้ทำเพื่อความสุขทางใจของตนเอง  เพราะสิ่งที่เห็นจากผู้นำที่ยิ่งใหญ่นั้นพวกเขาเหล่าล้วนลำบากทางกาย  และมีความยุ่งยากทางใจ
แต่สิ่งที่ผู้นำเหล่านั้นทำก็คือการเดินตามแรงปรารถนาจากเสียงเรียงร้องของจิตวิญญาณแห่งตน  พวกเขาไม่เคยสนใจคอยนับจำนวนหรอกว่าจะมีสักกี่คนที่จะเดินตาม  พวกเขาล้วนเดินตามแรงปรารถนาแห่งดวงจิตอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิมของตนเท่านั้น

แต่ดวงจิตอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิมของเรามักหลับใหล ทั้งไม่ค่อยมีปากมีเสียง  เพราะเสียงจากการเรียกร้องของกายและใจดังกลบมันเสียหมด  และดูเหมือนความปรารถนาต่อความสุขทางกายและความสุขทางใจก็ไม่รู้จักพอสักที

ผู้นำที่แท้จึงมักปิดปากกายและใจด้วยการมอบความลำปากให้แก่มัน  และอดทนรอคอยสงบฟังเสียงกระซิบจากจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์เท่านั้น  เขาเหล่านั้นจึงเป็นผู้เสพแรงปรารถนาแห่งดวงจิตอันเดิมแท้  แล้วจดจ้องทำมันอย่างไม่ละวาง


ความกรุณาหรือแรงบันดาลใจที่โปรยปรายไว้ข้างหลังนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้
..

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทสนทนากับ James Clark


ครูใหญ่สัมภาษณ์คุณเจมส์  เมื่อปี  2554
ครูใหญ่--      ประเทศใดที่คุณเจมส์อยากอยู่ที่สุดครับ
คุณเจมส์--     ผมไปอยู่มาหลายประเทศ แต่ผมก็คิดว่าเมืองไทยนี่แหละคือที่ที่ผมอยากอยู่ที่สุด เมื่อผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่ อะไรที่ผมสามารถทำเพื่อตอบแทนแผ่นดินนี้ได้ ผมก็จะทำ  (คุณเจมส์ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนขาดแคลนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ ปี 2539-2548  เป็นเงินราว 25   ล้านบาท  ให้ทุนสำหรับประกอบอาชีพสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ราว 5 ล้านบาท  ให้ทุนในการก่อสร้างและการดำเนินงานของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันกว่า 100 ล้านบาท)
ครูใหญ่--    ไม่คิดอยากจะกลับไปอยู่อังกฤษหรือครับ
คุณเจมส์--   ในช่วงที่สังคมไทยวุ่นวาย (พ.ศ.2550-2553  มีเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย มีการชุมนุม มีการปิดสนามบิน มีการก่อเหตุความวุ่นวาย  มีการวางระเบิด ) ผมถามตัวเองบ่อยครั้งว่า “ทำไมผมต้องทนอยู่ในเมืองไทย? ”  ผมถามตัวเองบ่อยๆ  และก็จะได้คำตอบทุกครั้งที่ผมได้มาเห็นโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ผมรู้สึกดีที่มีหน้าที่ต่อที่นี่ และที่นี่ก็มีคุณค่าต่อการพัฒนาการศึกษาไทย และมันคงช่วยไม่ให้ปัญหาที่ผ่านมาข้างต้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ครูใหญ่--    ความคิดที่อยากช่วยเหลือคนอื่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเจมส์ตอนไหน
คุณเจมส์--  ตอนเด็กๆ คุณยายสอนผมเสมอว่าคนมีเงินต้องช่วยคนไม่มี  ตอนแรกผมรู้สึกแค่ว่ามันเป็นหน้าที่อย่างที่คุณยายบอก  แต่ตอนนี้ผมรู้จริงๆ แล้วว่า การให้ทำให้ผมมีความสุข
ครูใหญ่—   เรียนที่โรงเรียนในอังกฤษเป็นยังไงบ้าง ได้ปลูกฝังเรื่องนี้มากไหม?
คุณเจมส์--  ตอนเด็กเล็กๆ ผมเรียนอนุบาลในโรงเรียนที่ใช้ทฤษฎีมอนเตสซอรี่  ผมจำได้ว่าตอนชั้นอนุบาลนั้นครูให้อ่านอะไรซักอย่าง แต่ผมอ่านไม่ได้  ผมได้แต่ยืนร้องไห้
ครูใหญ่--   คุณเจมส์มีความเห็นอย่างไรต่อบทบาทของโรงเรียนกับศาสนาในการปลูกฝังผู้เรียนให้เป็นคนดี 
คุณเจมส์--  ในโรงเรียนต้องแยกระหว่างการศึกษาศาสนากับการส่งเสริมศาสนา  ผมเห็นว่าโรงเรียนไม่มีหน้าที่ต่อการส่งเสริมศาสนา  แต่มีหน้าที่ในการให้การศึกษา เพื่อให้เข้าใจ ให้รู้  เกี่ยวกับศาสนา  พ่อแม่หรือองค์กรทางศาสนาควรจะมีหน้าที่นั้น ผมคิดว่าเด็กควรมีสิทธิ์ในการเลือก ว่าตัวเองอยากนับถือศาสนาอะไรหลังจากที่ได้เรียนรู้ทุกอย่างแล้ว   และผมก็รู้สึกว่าศาสนาเป็นเพียงสถาบัน ทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสถาบัน และถ้าเป็นสถาบันก็จะถูกใช้เพื่ออำนาจของใครบางคน
ครูใหญ่--   แล้วคุณเจมส์คาดหวังว่า ศาสนาควรจะให้อะไรกับคนหรือสังคม 
คุณเจมส์--  ศาสนาควรจะให้คำตอบสำหรับคำถามใหญ่ๆ ของชีวิต เช่น ชีวิตมีความหมายอย่างไร อยู่เพื่ออะไร ทำไมเราต้องเกิดมา
ครูใหญ่--  คิดว่าตนเองเป็นศาสนิกชนที่ดีไหม
คุณเจมส์--  สำหรับผมการทำอะไรต้องมีเหตุผล  แต่บางอย่างของศาสนาแค่บอกให้เราทำหรือบอกให้เราเป็นอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับศาสนาพุทธคือ มันเป็นวิธีสำหรับการใช้ชีวิตจริง เช่น การมีสติทำให้เรามีความสุข หรือ การมีความสุขไม่ได้หมายถึงการได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนพิสูจน์ได้ บางอย่างของพุทธผมก็ไม่เห็นด้วย  เช่น คนที่นับถือพุทธก็จะยอมรับในความไม่ยุติธรรมได้โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะกรรม  บางทีเราเห็นคนเจ็บป่วยหรือพิการ เราก็จะไม่ยอมทำอะไร ไม่ยอมช่วยเหลือ ไม่ยอมแก้ไข เพราะเชื่อว่ามันยุติธรรมแล้ว  มันเป็นเพราะกรรมของคนๆ นั้น วิธีคิดแบบนี้ก็จะไม่ทำให้เราพร้อมที่จะแก้ไขหรือช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า แต่ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องกรรม ไม่ได้เป็นแก่นของพุทธจริงๆ แต่ได้รับอิทธิพลจากฮินดู
ครูใหญ่--  เชื่อในชาติภพไหม
คุณเจมส์-- ผมเชื่อเรื่องการตายและจบ ไม่มีภพหน้าอีก แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับยาก เพราะจินตนาการไม่ออกว่าหลังความตายจะเป็นอย่างไร   ผมรู้สึกว่าความเชื่อเรื่องกรรมเป็นเพราะคนที่อยู่ในฐานะสูงสร้างขึ้น เพื่อจัดระเบียบของสังคม เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ จะสังเกตจาก ทุกองค์กรศาสนาจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐ ความเชื่อทุกศาสนาจะบอกว่า จะมีอีกชีวิตหลังความตาย
ครูใหญ่-- งั้นเราควรทำดีไปเพื่ออะไร ถ้าไม่เชื่อว่ามีภพหน้าให้คาดหวัง
คุณเจมส์--  ควรเชื่อว่า ไม่ได้ทำความดีเพื่ออะไร  แต่ทำความดีเพื่อดี  ผมเห็นหลายคนที่ไปทำอะไรให้กับวัดโดยหวังจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตอบแทนทั้งในภพนี้และภพหน้า
ครูใหญ่--  แล้วคนแต่ละคนจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
คุณเจมส์--  เป็นคำถามที่ยาก ผมคิดว่าแต่ละคนอาจจะลองทำดู แล้วค่อยดูว่าอะไรที่ทำแล้วสบายใจแล้วค่อยทำ  ผมรู้ว่านี่อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี  แต่ผมไม่เคยสับสนเลยว่าอะไรดี หรือไม่ดี   ผมได้เรียนรู้จากตายาย ว่าไม่มีใครที่จะได้อะไรจากตัวเอง  เราได้สิ่งต่างๆ ทั้งหมดจากคนอื่นทั้งนั้น  เราได้ร่างกายจากอาหาร เราร่ำรวยเพราะเงินจากคนอื่น
ครูใหญ่--  ใครเป็นต้นแบบของคุณเจมส์
คุณเจมส์--  ในเชิงเทคนิค คนที่เป็นต้นแบบของคนคือ Ken Tenson เค้าเป็นคนทำระบบ Unix
ครูใหญ่--  รู้สึกศรัทธาใครมากที่สุด
คุณเจมส์--  เฉพาะในประเทศอังกฤษ ผมให้ความนับถือคุณมากาเรต เทดเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก  หลายคนอาจจะไม่ชอบเค้า  เพราะเค้าอาจจะเป็นคนที่มั่นใจมากเกินไป แต่เค้าทำให้อังกฤษเปลี่ยนแปลงเยอะมาก  เช่น ทำให้องค์กรของรัฐเล็กลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น  ทำให้อำนาจของรัฐสภาน้อยลง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในประเทศอื่นๆ ผมชอบคืออองซานซูจี ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านของพม่า ผมชอบในประเด็นที่เค้าไม่ยอมจำนน ยึดถือหลักการในวิถีการต่อสู้ของตนเองอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เค้าได้ต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความอดทน โดยไม่นึกถึงแก่ตัวเอง แม้ขณะที่สามีเสียชีวิตก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพ  และผมพบว่ามีคนประเภทนี้ในโลกน้อยมาก  และไม่เห็นมีนักการเมืองคนใดในประเทศไทยเป็นอย่างนั้น    ในเรื่องวิชาการ ผมชอบ Berter Russel  เป็นชาวอังกฤษ เค้าเก่งในด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ แต่ก็สนใจเรื่องสังคม เค้าเขียนหนังสือที่ดีมาก และเค้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 2   ส่วนในครอบครัวผมมีตายายเป็นตัวอย่าง เค้าเป็นคนสร้างบริษัทที่ใหญ่มากขึ้นมา  คือประมาณใหญ่กว่า เทสโก้  ตาผมให้การสนับสนุนเรื่องศิลปะ เค้าเคยให้การสนับสนุนนักศิลปะโนเนมคนหนึ่งจนกระทั่งมีชื่อเสียง  บ้านของตาจะประกอบด้วยงานศิลปะของศิลปินคนนั้น  ตาไม่สนใจว่าใครจะคิดหรือวิจารณ์อย่างไร แต่เค้ามั่นใจในความคิดของตัวเอง  เป็นคนที่ทำงานละเอียดมาก  เป็นผู้ดีอังกฤษ ไม่เคยแสดงอาการฉุนเฉียวใส่ใคร 
ครูใหญ่--  อะไรที่ได้จากคุณตา
คุณเจมส์-- ไม่ฟุ่มเฟือย และได้ช่วยเหลือคนอื่น
ครูใหญ่—  ณ วันนี้คุณเจมส์คิดยังไงเกี่ยวกับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
คุณเจมส์--  ผมสมหวัง แม้บางครั้งผู้ปกครองบางส่วนจะไม่เข้าใจ  แต่ผมก็ไม่ได้หวังแค่นี้ ผมหวังที่จะช่วยการศึกษาไทยทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาเราช่วยได้มากกว่าที่หวังเสียอีก  ผมมองว่าโรงเรียนเราประสบผลสำเร็จ  เป็นโรงเรียนที่ดี  มีคนมาเรียนรู้มากมาย โจทย์ที่เราพยายามแก้มันสำคัญมากต่อประเทศไทย เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย  เราเคยมองว่า เราอยู่ในระดับเดียวกันกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ตอนนี้เรากลัวเวียดนามหรือกัมพูชา มันอยู่ที่คุณภาพของคน ซึ่งผมเป็นห่วงเรื่องนี้มาก
ครูใหญ่--  ที่คุณเจมส์ครองโสดมานาน มีมุมมองเรื่องผู้หญิงที่จะเป็นแฟนอย่างไร
คุณเจมส์--  ผู้หญิงที่จะทำให้ผมแต่งงานด้วยได้  ต้องเป็นคนที่ผมรักได้ทุกวัน และจะต้องมีคุณสมบัติเป็นแม่ที่ดี  เข้าอกเข้าใจกัน และอยู่ด้วยกันอย่างไม่อึดอัด  ต้องให้ความรู้สึกอบอุ่น  สามารถเปิดเผยเรื่องต่างๆ ต่อกันและกันได้ และเคารพให้เกียรติกัน
ครูใหญ่--  ดูเหมือนชีวิตจะเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง  คุณเจมส์รู้สึกขาดอะไรบ้างไหม  ต้องคิดให้ดีถึงคำถามนี้ เพราะมันหมายถึงมุมมองของชีวิตของคุณเจมส์

คุณเจมส์-- ผมรู้สึกว่าการมีลูกเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์   สิ่งนี้ผมยังไม่มี    ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และผมก็รู้สึกได้ว่าผมยังขาด