ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทสนทนากับ James Clark


ครูใหญ่สัมภาษณ์คุณเจมส์  เมื่อปี  2554
ครูใหญ่--      ประเทศใดที่คุณเจมส์อยากอยู่ที่สุดครับ
คุณเจมส์--     ผมไปอยู่มาหลายประเทศ แต่ผมก็คิดว่าเมืองไทยนี่แหละคือที่ที่ผมอยากอยู่ที่สุด เมื่อผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่ อะไรที่ผมสามารถทำเพื่อตอบแทนแผ่นดินนี้ได้ ผมก็จะทำ  (คุณเจมส์ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนขาดแคลนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ ปี 2539-2548  เป็นเงินราว 25   ล้านบาท  ให้ทุนสำหรับประกอบอาชีพสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ราว 5 ล้านบาท  ให้ทุนในการก่อสร้างและการดำเนินงานของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันกว่า 100 ล้านบาท)
ครูใหญ่--    ไม่คิดอยากจะกลับไปอยู่อังกฤษหรือครับ
คุณเจมส์--   ในช่วงที่สังคมไทยวุ่นวาย (พ.ศ.2550-2553  มีเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย มีการชุมนุม มีการปิดสนามบิน มีการก่อเหตุความวุ่นวาย  มีการวางระเบิด ) ผมถามตัวเองบ่อยครั้งว่า “ทำไมผมต้องทนอยู่ในเมืองไทย? ”  ผมถามตัวเองบ่อยๆ  และก็จะได้คำตอบทุกครั้งที่ผมได้มาเห็นโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ผมรู้สึกดีที่มีหน้าที่ต่อที่นี่ และที่นี่ก็มีคุณค่าต่อการพัฒนาการศึกษาไทย และมันคงช่วยไม่ให้ปัญหาที่ผ่านมาข้างต้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ครูใหญ่--    ความคิดที่อยากช่วยเหลือคนอื่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเจมส์ตอนไหน
คุณเจมส์--  ตอนเด็กๆ คุณยายสอนผมเสมอว่าคนมีเงินต้องช่วยคนไม่มี  ตอนแรกผมรู้สึกแค่ว่ามันเป็นหน้าที่อย่างที่คุณยายบอก  แต่ตอนนี้ผมรู้จริงๆ แล้วว่า การให้ทำให้ผมมีความสุข
ครูใหญ่—   เรียนที่โรงเรียนในอังกฤษเป็นยังไงบ้าง ได้ปลูกฝังเรื่องนี้มากไหม?
คุณเจมส์--  ตอนเด็กเล็กๆ ผมเรียนอนุบาลในโรงเรียนที่ใช้ทฤษฎีมอนเตสซอรี่  ผมจำได้ว่าตอนชั้นอนุบาลนั้นครูให้อ่านอะไรซักอย่าง แต่ผมอ่านไม่ได้  ผมได้แต่ยืนร้องไห้
ครูใหญ่--   คุณเจมส์มีความเห็นอย่างไรต่อบทบาทของโรงเรียนกับศาสนาในการปลูกฝังผู้เรียนให้เป็นคนดี 
คุณเจมส์--  ในโรงเรียนต้องแยกระหว่างการศึกษาศาสนากับการส่งเสริมศาสนา  ผมเห็นว่าโรงเรียนไม่มีหน้าที่ต่อการส่งเสริมศาสนา  แต่มีหน้าที่ในการให้การศึกษา เพื่อให้เข้าใจ ให้รู้  เกี่ยวกับศาสนา  พ่อแม่หรือองค์กรทางศาสนาควรจะมีหน้าที่นั้น ผมคิดว่าเด็กควรมีสิทธิ์ในการเลือก ว่าตัวเองอยากนับถือศาสนาอะไรหลังจากที่ได้เรียนรู้ทุกอย่างแล้ว   และผมก็รู้สึกว่าศาสนาเป็นเพียงสถาบัน ทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสถาบัน และถ้าเป็นสถาบันก็จะถูกใช้เพื่ออำนาจของใครบางคน
ครูใหญ่--   แล้วคุณเจมส์คาดหวังว่า ศาสนาควรจะให้อะไรกับคนหรือสังคม 
คุณเจมส์--  ศาสนาควรจะให้คำตอบสำหรับคำถามใหญ่ๆ ของชีวิต เช่น ชีวิตมีความหมายอย่างไร อยู่เพื่ออะไร ทำไมเราต้องเกิดมา
ครูใหญ่--  คิดว่าตนเองเป็นศาสนิกชนที่ดีไหม
คุณเจมส์--  สำหรับผมการทำอะไรต้องมีเหตุผล  แต่บางอย่างของศาสนาแค่บอกให้เราทำหรือบอกให้เราเป็นอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับศาสนาพุทธคือ มันเป็นวิธีสำหรับการใช้ชีวิตจริง เช่น การมีสติทำให้เรามีความสุข หรือ การมีความสุขไม่ได้หมายถึงการได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนพิสูจน์ได้ บางอย่างของพุทธผมก็ไม่เห็นด้วย  เช่น คนที่นับถือพุทธก็จะยอมรับในความไม่ยุติธรรมได้โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะกรรม  บางทีเราเห็นคนเจ็บป่วยหรือพิการ เราก็จะไม่ยอมทำอะไร ไม่ยอมช่วยเหลือ ไม่ยอมแก้ไข เพราะเชื่อว่ามันยุติธรรมแล้ว  มันเป็นเพราะกรรมของคนๆ นั้น วิธีคิดแบบนี้ก็จะไม่ทำให้เราพร้อมที่จะแก้ไขหรือช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า แต่ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องกรรม ไม่ได้เป็นแก่นของพุทธจริงๆ แต่ได้รับอิทธิพลจากฮินดู
ครูใหญ่--  เชื่อในชาติภพไหม
คุณเจมส์-- ผมเชื่อเรื่องการตายและจบ ไม่มีภพหน้าอีก แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับยาก เพราะจินตนาการไม่ออกว่าหลังความตายจะเป็นอย่างไร   ผมรู้สึกว่าความเชื่อเรื่องกรรมเป็นเพราะคนที่อยู่ในฐานะสูงสร้างขึ้น เพื่อจัดระเบียบของสังคม เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ จะสังเกตจาก ทุกองค์กรศาสนาจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐ ความเชื่อทุกศาสนาจะบอกว่า จะมีอีกชีวิตหลังความตาย
ครูใหญ่-- งั้นเราควรทำดีไปเพื่ออะไร ถ้าไม่เชื่อว่ามีภพหน้าให้คาดหวัง
คุณเจมส์--  ควรเชื่อว่า ไม่ได้ทำความดีเพื่ออะไร  แต่ทำความดีเพื่อดี  ผมเห็นหลายคนที่ไปทำอะไรให้กับวัดโดยหวังจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตอบแทนทั้งในภพนี้และภพหน้า
ครูใหญ่--  แล้วคนแต่ละคนจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
คุณเจมส์--  เป็นคำถามที่ยาก ผมคิดว่าแต่ละคนอาจจะลองทำดู แล้วค่อยดูว่าอะไรที่ทำแล้วสบายใจแล้วค่อยทำ  ผมรู้ว่านี่อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี  แต่ผมไม่เคยสับสนเลยว่าอะไรดี หรือไม่ดี   ผมได้เรียนรู้จากตายาย ว่าไม่มีใครที่จะได้อะไรจากตัวเอง  เราได้สิ่งต่างๆ ทั้งหมดจากคนอื่นทั้งนั้น  เราได้ร่างกายจากอาหาร เราร่ำรวยเพราะเงินจากคนอื่น
ครูใหญ่--  ใครเป็นต้นแบบของคุณเจมส์
คุณเจมส์--  ในเชิงเทคนิค คนที่เป็นต้นแบบของคนคือ Ken Tenson เค้าเป็นคนทำระบบ Unix
ครูใหญ่--  รู้สึกศรัทธาใครมากที่สุด
คุณเจมส์--  เฉพาะในประเทศอังกฤษ ผมให้ความนับถือคุณมากาเรต เทดเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก  หลายคนอาจจะไม่ชอบเค้า  เพราะเค้าอาจจะเป็นคนที่มั่นใจมากเกินไป แต่เค้าทำให้อังกฤษเปลี่ยนแปลงเยอะมาก  เช่น ทำให้องค์กรของรัฐเล็กลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น  ทำให้อำนาจของรัฐสภาน้อยลง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในประเทศอื่นๆ ผมชอบคืออองซานซูจี ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านของพม่า ผมชอบในประเด็นที่เค้าไม่ยอมจำนน ยึดถือหลักการในวิถีการต่อสู้ของตนเองอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เค้าได้ต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความอดทน โดยไม่นึกถึงแก่ตัวเอง แม้ขณะที่สามีเสียชีวิตก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพ  และผมพบว่ามีคนประเภทนี้ในโลกน้อยมาก  และไม่เห็นมีนักการเมืองคนใดในประเทศไทยเป็นอย่างนั้น    ในเรื่องวิชาการ ผมชอบ Berter Russel  เป็นชาวอังกฤษ เค้าเก่งในด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ แต่ก็สนใจเรื่องสังคม เค้าเขียนหนังสือที่ดีมาก และเค้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 2   ส่วนในครอบครัวผมมีตายายเป็นตัวอย่าง เค้าเป็นคนสร้างบริษัทที่ใหญ่มากขึ้นมา  คือประมาณใหญ่กว่า เทสโก้  ตาผมให้การสนับสนุนเรื่องศิลปะ เค้าเคยให้การสนับสนุนนักศิลปะโนเนมคนหนึ่งจนกระทั่งมีชื่อเสียง  บ้านของตาจะประกอบด้วยงานศิลปะของศิลปินคนนั้น  ตาไม่สนใจว่าใครจะคิดหรือวิจารณ์อย่างไร แต่เค้ามั่นใจในความคิดของตัวเอง  เป็นคนที่ทำงานละเอียดมาก  เป็นผู้ดีอังกฤษ ไม่เคยแสดงอาการฉุนเฉียวใส่ใคร 
ครูใหญ่--  อะไรที่ได้จากคุณตา
คุณเจมส์-- ไม่ฟุ่มเฟือย และได้ช่วยเหลือคนอื่น
ครูใหญ่—  ณ วันนี้คุณเจมส์คิดยังไงเกี่ยวกับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
คุณเจมส์--  ผมสมหวัง แม้บางครั้งผู้ปกครองบางส่วนจะไม่เข้าใจ  แต่ผมก็ไม่ได้หวังแค่นี้ ผมหวังที่จะช่วยการศึกษาไทยทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาเราช่วยได้มากกว่าที่หวังเสียอีก  ผมมองว่าโรงเรียนเราประสบผลสำเร็จ  เป็นโรงเรียนที่ดี  มีคนมาเรียนรู้มากมาย โจทย์ที่เราพยายามแก้มันสำคัญมากต่อประเทศไทย เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย  เราเคยมองว่า เราอยู่ในระดับเดียวกันกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ตอนนี้เรากลัวเวียดนามหรือกัมพูชา มันอยู่ที่คุณภาพของคน ซึ่งผมเป็นห่วงเรื่องนี้มาก
ครูใหญ่--  ที่คุณเจมส์ครองโสดมานาน มีมุมมองเรื่องผู้หญิงที่จะเป็นแฟนอย่างไร
คุณเจมส์--  ผู้หญิงที่จะทำให้ผมแต่งงานด้วยได้  ต้องเป็นคนที่ผมรักได้ทุกวัน และจะต้องมีคุณสมบัติเป็นแม่ที่ดี  เข้าอกเข้าใจกัน และอยู่ด้วยกันอย่างไม่อึดอัด  ต้องให้ความรู้สึกอบอุ่น  สามารถเปิดเผยเรื่องต่างๆ ต่อกันและกันได้ และเคารพให้เกียรติกัน
ครูใหญ่--  ดูเหมือนชีวิตจะเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง  คุณเจมส์รู้สึกขาดอะไรบ้างไหม  ต้องคิดให้ดีถึงคำถามนี้ เพราะมันหมายถึงมุมมองของชีวิตของคุณเจมส์

คุณเจมส์-- ผมรู้สึกว่าการมีลูกเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์   สิ่งนี้ผมยังไม่มี    ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และผมก็รู้สึกได้ว่าผมยังขาด

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เมื่อเดินเข้าใกล้ความตาย

ตอนมีชีวิตอยู่เราอาจวิตกว่าก่อนตายจะรู้สึกอย่างไร  จะเจ็บปวดมากไหม จะกลัวอะไรบ้าง แต่อาจจะเปล่าดายที่จะไปคิด  เพราะเมื่อถึงกาลเข้าจริงๆ  ความเจ็บปวดตอนสุดท้ายคงไม่สำคัญ  ก็ในเมื่อการเผชิญความตายที่อยู่ต่อหน้านั้นน่าพรั่นพรึงกว่า   บางทีการรู้สึกอยู่กับความเจ็บปวดอันทรมานนั้นกลับจะเป็นสิ่งดีเสียอีกที่จะทำให้เราได้หลงลืมความกลัวตายไปชั่วขณะ  และตอนนั้นเราอาจจะอยากรู้สึกเจ็บปวดอยู่อย่างนั้นนานๆ  ก็ได้  เพราะความรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้นที่ช่วยเตือนให้รู้ว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่  
 ประสบการณ์จากเช้ามืดวันหนึ่ง  ขณะฝนโปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาตลอดคืน  ตรงริมถนนใหญ่ตรงนั้นแสงไฟส่องสว่างที่ถนนส่องต้องร่างอันเปลือยเปล่าของชายฉกรรจ์ซึ่งนอนสงบแน่นิ่งท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมาของเช้าวันนั่น  มือทั้งสองข้างของเขากุมแน่นไว้ที่หน้าอกเปลือยเปล่า  ร่างเผือดขาวซีดใบหน้าเรียบเฉย  ผมรู้สึกสะทกสะท้านใจในแวบแรก  แต่แล้วเมื่อผมได้เพ่งมองลงไปจึงพบว่านั่นคือความตายอันงดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา  มันหมดจดสะอาดเอี่ยมโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเขาคนนั้นจากไปอย่างอิสรก็วิธีหนึ่งมิใช่หรือที่จะปลดปล่อยตัวเองสู่ความว่างเปล่าเป็นอิสระอย่างแท้จริง นั่นคือต้องหลุดพ้นไปจากโลกนี้เสีย  ในห้วงคำนึงถึงความตาย  การเตรียมตัวตายอาจนำความอิสระมากว่าครึ่ง  
เตรียมตัวตายกันเถอะ- ด้วยวิธีดังนี้
1 ตั้งใจว่าอยากจะมีเวลาชีวิตที่เหลืออยู่เท่าไหร่(ต้องกะแบบไม่ละโมบ) และให้วันเกิดเป็นสัญญาณการนับถอยหลัง
2 เลือกสิ่งใหญ่ๆ สักอย่างที่อยากจะทำในแต่ละปี โดยที่สิ่งนั้นต้องนำปีติมาสู่ตน
3 ตั้งใจที่จะมีความสุขเพียงเล็กน้อยในทุกเวลาของหนึ่งวัน โดยกลับมารู้สึกตัวทีจะมีความสุขเพียงเล็กน้อยวันละหลายครั้ง
4 ให้การนอนเป็นการสมมุติการตาย หรือทดลองตายทุกครั้ง
5 แบ่งเวลาให้เท่าเทียมเพื่อคุยกับคนอื่น ตนเอง ต้นไม้ ท้องฟ้า หมา แมว นก ฯลฯ
6 อย่าคิดว่าจะรอดตาย
----ขอให้การเดินทาง เป็นไปด้วยความรื่นรมย์---

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

India Future Forum


ปลายเดือนกรกฎาคม 2556  ได้เข้าร่วมกิจกรรม India Future Forum   ซึ่งจัดที่ Infosys เมื่อง Pune ซึ่งเป็นบริษัทซอฟแวร์ยักษ์ใหญ่ของอินเดีย

สิ่งที่ได้เรียนรู้
- การทำงานของอโชก้าเป็นความพยายามค้นหาบุคคลที่เป็น Changemakers ทั้งเป็นนักนวัตกรรมทางสังคมที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภาพเล็กๆ และ ภาพใหญ่ระดับโครงสร้าง  เพื่อเสริมพลังให้บุคคลเล่านั้นยังทำงานต่อไปและช่วยให้บุคคลเล่านั้นยังคงทำงานต่อไปอย่างมีพลังยิ่งขึ้น  ซึ่งได้เห็นทั้งความหลากหลายของบุคคลและความหลากหลายของงาน
- ในการจัดForum สำหรับ Fellow แต่ละครั้งจะช่วยให้เกิด  Collective Leader ที่มีพลังใหญ่ขึ้นเพราะจะเกิดการเชื่อมคนเชื่อมงานเข้าด้วยกันเพื่อร่วมกันทำไปให้ถึงแก่นของการที่จะทำให้โลกและสิ่งมีชีวิตบทโลกมีสุขภาวะเพิ่มขึ้น   กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือเครื่องมือที่จำเป็นที่สุด  ซึ่งต้องอาศัยกระบวนกรที่เก่งและอาจต้องใช้กิจกรรมที่แยบยลและหลากหลายในการถอดบทเรียนจากอโชก้าเฟลโลให้ทั่วถึงกันทุกคนเพื่อให้แต่ละคนได้เรียนรู้จากกันและกันในทุกแง่มุมให้ลึกซึ้งขึ้น  ด้วยอโชก้าเฟลโลแต่ละคนต่างเผชิญอยู่กับการแก้ปัญหานั้นๆ อย่างยาวนานจนเข้าใจรากเหง้าของเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี แต่ขณะเดียวกันก็ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องอื่นๆ  ซึ่งจำเป็นหรือมีความเกี่ยวโยงกับงานที่กำลังทำอยู่
- ฐานใหญ่ที่จะสร้าง Changemakers  หน้าใหม่มากขึ้นคือการสร้างการเรียนรู้ด้าน Empathy  โดยเฉพาะตนเองในฐานะที่มีภารกิจด้านการจัดการศึกษาสำหรับเยาวชนจำเป็นจะต้องกำหนดEmpathy ไว้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย และให้มีกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  ส่วนผู้ที่เป็นChangemakers อยู่แล้วอาจจะเพิ่มโอกาสให้คนใหม่ได้มีโอกาสมาร่วมงานหรือได้เรียนรู้ด้วยเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ





วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

เรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติ

# เช้าวันหนึ่งกลางฤดูฝน ครูอนุบาลพาเด็กๆ เดินรอบโรงเรียน 50 ไร่ ครูชี้ชวนให้เด็กได้สังเกตตรงนั้นตรงนี้ เด็กๆ ก็โปรยคำตามไปตลอดทาง และทั้งหมดก็มาสะดุดหยุดอยู่ตรงคลองน้ำเล็กๆ ที่มีกบตัวเบอเริ่ม 2 ต้ว นอนแช่น้ำอยู่ หลายคนเพิ่งเคยเห็นบ้านกบ จริงๆ ก็ตอนนี้ คำถามทั้งคำตอบพรั่งพลูออกมาจากเด็กๆ เมื่อเด็กเด็กเข้าห้องเรียนผมถือโอกาสเอานิทานเรื่อง พี่น้อง999ตัวย้ายบ้าน เพื่อความประทับใจและความเข้าใจเรื่องกบได้ตราตรึงเพิ่มขึ้นไปอีก
ขั้นต้นของการเรียนรู้ภาษา เด็กจะผ่านขั้นรับรู้และเข้าใจความหมายของเสียงจำนวนหนึ่งมาก่อนเข้าเรียน ขณะเริ่มเข้าเรียนอนุบาล 1 จะอยู่ในขั้นที่จะให้การเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาพและสัญลักษณ์ แทนเสียงและแทนความหมาย เมื่อเด็กเริ่มเข้าใจว่าสามารถให้ภาพหรือตัวอักษรหงิกหงอแทนเสียงได้ เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้การเขียนสัญลักษณ์แทนเสียง(ตัวอักษร)จากชื่อเล่นหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวที่ครูติดคำไว้ หลังจากนั้นเด็กๆ จะสนุกกับการเทียบเคียงเสียงกับรูปคำอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ขั้นสุดท้ายคือแตกแขนงทางภาษาที่ต้องการให้เด็กสะกด ผสมคำเป็น และใช้คำให้ถูกความหมาย


วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เช้าวันใหม่ที่ไร้ความหมาย

ท่ามกลางแสงแดดร้อนเปรี้ยงตอนแปดโมงครึ่ง  เด็กๆ  ยืนอาบเหงื่อชุ่มโชกเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง ทั้งที่ครูส่วนใหญ่ยืนดูอยู่ในร่มเพราะกลัวใบหน้าเป็นฝ้า  เด็กหลายคนแสดงอาการหงุดหงิดเบื่อหน่ายรำคาญใจ  บางคนยังง่วงหาว  บางคนหาทางหลบเลี่ยงจากความทุกข์ทรมารนี้โดยการมาให้สาย หนีแถว หรือไม่ก็โดดเรียนวิชาแรกแม้จะรู้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้นทัณฑกรรมตามแบบฉบบับของกระทรวงฯ หรือของโรงเรียนไปได้แต่พวกเขาก็อยากลองเสี่ยงดู    เมื่อถึงเวลาร้องเพลงชาติเด็กบางคนก็เปล่งเสียงร้อง บ้างก็ทำแค่เสียงงึมงำในลำคอในท่วงทำนองอันเคยชินแบบที่อยากให้มันเสร็จๆ ไป   เสร็จจากกิจกรรมทุกอย่างก็เป็นคิวของครูเวรขึ้นอบรมสั่งสอนอย่างยาวนานเท่าที่ครูคนนั้นจะรู้สึกสาแก่ใจ  โดยที่ไม่เคยนึกถึงเด็กๆ สักนิดว่าจะมีสักคนที่ยืนฟังด้วยความซาบซึ้งพึงใจ  นี่หรือที่เราเรียนว่าการปลูกฝังความรักชาติ  กระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนทำได้แค่นี้หรือ  ครูกลัวกฎระเบียบอันคร่ำครึเสียจนไม่รู้ว่าจะทำให้ดีกว่านี่ได้อย่างไรเชียวหรือ  เราไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ว่าวิธีแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ 
อาจจะยากถ้าจะยุบกระทรวงฯ เสีย

แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเปลี่ยน  โดยตั้งเจตนารมณ์ให้ชัดและจริงว่าเราจะได้ฉกฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนได้มารวมตัวกันเพื่อทำให้เกิดสิ่งใด    เปลี่ยนที่เข้าแถวให้สบายขึ้นถ้าเป็นไปไม่ได้ก็ปรับระยะเวลาให้สั้นลง  เปลี่ยนบรรยากาศตอนทำกิจกรรมระหว่างครูกับเด็กให้เป็นมิตรมากขึ้น  ปรับกิจกรรมให้มีความหมาย   ประเมินดูด้วยใจทั้งใจเด็กใจครูอยู่เนืองๆ   
เท่านี้ ทั้งเด็กๆ และครู ก็ได้รับการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีๆ

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โลกภายนอกสะเทือนใน


วันนี้ได้รับemail จากคนที่ไม่เคยรู้จัก  ในจดหมายเธอฟูมฟายขอร้องว่าเธอไปสัมมนาที่ไซปรัชแล้วทำกระเป๋าหายทั้ง ร้องขอให้ผมช่วยค่าห้องค่าเสื้อผ้าสารพัดโดยบอกวิธีจ่ายเสร็จสรรพ   โอ้หนอ! ผมอดรำพึงรำพันไม่ได้   ทำไมเธอจึงขอมาที่ผมซึ่งอยู่ห่างไกลกันแสนไกล  ถ้าผมไม่ให้จะกลายเป็นคนใจดำไปไหมนี่  หรือเธอต้องการผลักผมไปในเขตแดนของคนบาปเพื่อจะได้มองตนเองอย่างต่ำค่า  แล้วเรื่องนี้จะแยกแยะจริงเท็จอย่างไร  ถ้ามันปรากฏว่าเป็นเรื่องลวงโลกอยู่ทนโธ่ทำไม่เธอยังทำ  หรือ ธรรมชาติของสัตว์สมองโตถูกสร้างให้ทำเรื่องลวงโลกอยู่แล้วไม่มากก็น้อยทั้งแบบปิดบังและแบบเปิดเผย  นี่อาจจะเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ที่เกิดมาพร้อมกับการเชื่อมถึงกับของโลกโดย ICT แต่ก็สะท้อนชัดว่าขณะที่เราเข้าถึงข้อมูลของกันและกันมากขึ้นก็เป็นไปได้ว่าเรามีโอกาสที่ได้ช่วยเหลือกันมากขึ้น พอๆ กับมีโอกาสที่จะได้ทำร้ายกันมากขึ้น โลกภายนอกกลายเป็นกงล้อใหญ่ที่หมุนเกลียวรัดแน่นวุ่นวายมากขึ้นทุกที ทุกคนเจะถูกลากข้าไปในที่สุด และ มันจะรบกวนโลกภายในของแต่ละคน หล่อหลอมโลกภายในของคนให้เป็นแบบใหม่

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กล่าวขอโทษเพื่อปลด “พันธนาการ”



ตื่นแต่เช้าราวตีสี่เช่นเคย เปิด facebook เจอข้อความจากครูคนหนึ่งที่ส่งมาหา  ซึ่งครูคนนี้เคยเป็นครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาราว 7- 8 ปีก่อน
“คิดถึงครูมากครับ ไม่รู้จำผมได้หรือเปล่า ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งของลำปลายมาศพัฒนา  ครั้งหนึ่งที่เคยตัดสินใจทิ้งทุกคนไปเพียงเพราะความน้อยใจและอวดเก่ง ผมได้ละทิ้งความฝันของตนเองและละทิ้งเด็ก เพราะความคิดวูบเดียว  จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมต้องย้ำคิดให้ดีก่อนทำอะไรทั้งเป็นเครื่องเตือนสติในการทำงานเสมอมา โดยได้ครูเป็นแบบอย่างทั้งการกระทำและความคิด ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และอยากกราบขอโทษครูทั้งกาย วาจา อยากให้ครูรักษาสุขภาพเพื่อเป็นที่รักของเราตลอดไป”
น่าทึ่งที่ผ่านไปเจ็ดปีแล้ว แต่เขากลับไม่ลืมกับความรู้สึกเสียใจครั้งกระโน้น  แต่ผมก็รู้สึกดีมากที่เขาได้ปลกปล่อยโซ่ตรวนที่พันธนาการใจไว้  ทันทีที่เรากล่าวคำขอโทษใจเราจะเป็นอิสระ
“ขอโทษ” เราถูกสอนให้พูดออกมาง่ายๆ เมื่อตอนเป็นเด็กจนมันเป็นแค่คำดาษดื่นธรรมดาๆ   แต่เมื่อโตขึ้นทำไมมันจึงเอ่ยออกมายากจัง คนส่วนใหญ่ที่โกรธเคืองกันอยู่ก็เพราะยังไม่มีใครกล่าวขอโทษ  บางทีจุดเริ่มต้นของความขัดเคืองกันนั้นเพียงเล็กน้อยแต่มันสะสมหนักแน่นให้เน่าเสียรุนแรงขึ้น เพียงแค่แต่ละฝ่ายรอการขอโทษ แต่ละคนแต่ละฝ่ายอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกบนฐานความคิดของตนเองจึงคิดว่าไม่ใช่ธุระที่จะไปกล่าวขอโทษก่อน  อีกอย่างขณะที่เราค่อยๆ เติบโตขึ้นเราก็ค่อยๆ สะสมความเป็นตัวตนชัดเจนขึ้นใหญ่ขึ้น จนรู้สึกได้ว่าตนเองเป็นก้อนอิสระ สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องพึ่งพาใคร อันตัวเราใหญ่นี้ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดก็ทำให้ใจปิด การกล่าวคำขอโทษก็ยากตามมา
ไม่มีวันสายสำหรับการกล่าวคำขอโทษ 7 ปีก็ไม่ได้ช้าไปกับการเติบโตทางจิตวิญาณสู่จิตใหญ่อันนอบน้อม จิตใหญ่อันอิสระจะเปิดรับสิ่งดีงามทั้งมวล
ผมมีเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้กล่าวคำขอโทษเช่นกัน แม้มันจะผ่านมาแล้วกว่าสิบปี หรือ บางเรื่องก็กว่ายี่สิบปี  จึงเป็นเวลาอันควรที่จะกล่าวขอโทษเพื่อปลด “พันธนาการ”