ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อความลับถูกเปิดเผย

นักมายากล สร้างความฉงนงงงวยและความตราตรึงให้กับผมได้เสมอ ผมคิดว่าพวกเขาช่างมีอำนาจที่จะควบคุมคนเหมือนผู้วิเศษที่มีเวทมนต์ดำ ผมสนใจศาสตร์นี้มาตั้งแต่ยังเล็ก ปัจจุบันมีคลิปที่เปิดเผยความลับของมายากลมากมาย จนผมเริ่มรู้ไต๋ จนการดูมายากลระยะหลังๆเปลี่ยนจากความรู้สึกฉงนเป็นความสนุกในการมองหาเคล็ดลับของกลเหล่านั้น
นักมายากลเมื่อถูกเปิดเผยเคล็ดลับ ก็จะสูญเสียความตราตรึงใจไปทั้งหมด สิ่งที่ทำจะถูกมองว่าเป็นเรื่องตบตา

เช่นเดียวกันที่ก่อนหน้านี้ผมเคยรู้สึกว่าการทำประกันชีวิตเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี มั่นคง จ่ายเบี้ยเพียงปีละครั้ง เมื่อครบ  20 ปีก็ได้เงินก้อนโต แถมระหว่านั้นหากเสียชีวิต ครอบครัวยังได้รับทุนประกันทั้งหมด. แต่เมื่อผมเข้าสู่วงการโดยเป็นตัวแทนประกันจึงพบว่า ลูกค้าไม่มีทางชนะบริษัทประกันได้เลย. เบี้ยประกันถูกหั่นแบ่งเค้กกันตั้งแต่ปีแรก ผู้ขายชั้นแรกได้ 50% และชั้นต่อๆ มาก็ได้รับลดหลั่นกันไป เหลือค่าเบี้ยประกันถึงบริษัทไม่กี่เปอร์ และทุกปีต่อจากนั้นยังถูกแบ่งให้คนขายประกันอีกเรื่อยๆแม้จะสัดส่วนที่น้อยก็ตาม. ในตัวกรมธรรม์เองก็มีความซับซ้อนของคำและเงื่อนไขเกินกว่าผู้ซื้อจะเข้าใจจริงๆ ที่สำคัญคือเมื่อดูแนวโน้มของค่าเงินที่ลดลงทุกปี ค่าเบี้ยในช่วงปีแรกอาจมีมูลค่าสูงพอๆ กับทุนประกันก้อนโตในปีสุดท้ายเลยทีเดียว 
เมื่อผมเห็นแบบนี้ผมจึงไม่ซื้อประกันอีกต่อไป และจะแนะนำผู้ที่ผมรู้จักไม่ให้ซื้อด้วย ให้เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า
เมื่อผมรู้ความลับเหล่านี้ คนขายประกันก็ไม่สามารถขายประกันให้ผมอีกต่อไป

ถ้าข้อมูลต้นทุนการผลิตรถยนต์ถูกแบออกอย่างละเอียด เราจะซื้อรถได้ในราคาถูกมากขึ้น
หรือ ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการทำให้พวงมาลัยที่ขายกันตามสี่แยกไฟแดงที่ทำให้มันอยู่กลางแดดได้ทั้งวัน เราอาจจะไม่อยากซื้ออีกเลยแม้จะรู้สึกสงสารคนขายเพียงใดก็ตาม   

การสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพในยุคปัจจุบันและในอนาคต
สารสนเทศที่มีคุณภาพจะสร้างการรู้เท่าทัน 
.

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ญี่ปุ่น-มุมอับ

มุมอับ
คืนนี้อุณหภูมิ18องศาC. เป็นค่ำคืนที่สบาย. ผมออกเดินหาร้านบาร์บีคิวเล็กๆที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้า เจ้าของร้านมีคุณลุงกับป้าแก่ๆ ลุงย่างบาร์บีคิวขายให้ไม้ละ150เยน กับสาเกอุ่นๆแก้วละ400เยน ส่วนป้าคอยคิดเงิน แกมีเครื่องคืดเงินที่เสียไปนานแล้วจึงต้องใช้วิธีเขียนลงบนกระดาษของแท่น เครื่องคิดเงินแทนแทน. เราจะเห็นคนแก่ได้ง่ายตามท้องถนน พนักงานทำความสะอาด หรือทำอาหารอย่างนี้. ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมคนแก่คือมีคนแก่วัยเกษียณอยู่ในประเทศ ราว20% ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคนั้น พ.ศ.2568 ตอนที่เดินดูเมืองยามค่ำคืนผมได้เจอและได้คุยกับตาแก่คนหนึ่ง แกก้มๆเงยๆ เปิบข้าวจากถุงพลาสติก อยู่กับขยะกองเบ้อเร่ิม ขยะถูกมีดเป็นถุงแยกประเภทอย่างเรียบร้อยเหมือนนิสัยคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป. ท่าทีลุงเป็นคนอัธยาศัยดีทีเดียว แต่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะแกพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษามือเท่านั้น แต่ผมเข้าใจได้จากน้ำเสียงและแววตา. ตอนที่ผมเดินจากมาแกโบกมืออำลา แกคงแน่แก่ใจว่าตราบชั่วนิรันดร์เราจะไม่พบกันอีก รูสึกสั่นสะเทือนด้านใน
อนิจจาเช้ามาแกยังนอนอยู่ที่เดิม

ย่อข่าว โพสต์ทูเดย์ 16เม.ย58
คนญี่ปุ่นเรียกประเทศไทยว่า “เทนโกกุ” เทน แปลว่า สวรรค์ โกกุ แปลว่า ประเทศ คนไทยเองอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น นั่นเพราะว่าเราไม่เคยรู้จักนรก พนักงานบริษัทญี่ปุ่นถูกส่งตัวมาทำงานที่ไทยดีใจมากกว่าได้โบนัส เพราะมันคือโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ไม่ได้สื่อถึงเรื่องกามารมณ์ แต่หมายถึงความสบายในชีวิตที่พวกเขาจะได้รับในแบบที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มี ยกตัวอย่างเรื่องที่พักจากห้องคับแคบในญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเป็นห้องขนาดใหญ่ใน ไทย เรื่องค่าครองชีพที่ถูกลง แต่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชีวิตในรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเบียดเสียดหาอากาศหายใจทุกเช้าเย็น ด้วยจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่มีมากถึง 126 ล้านคน (พ.ศ. 2556)
โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่การงานที่คนญี่ปุ่นต้องดิ้นรนหาและรักษามันไว้ให้นาน ที่สุด เมื่อมีครอบครัว สามีจะเป็นหลักในการหาเงิน ส่วนภรรยาจะลาออกจากงานประจำแล้วมาดูแลบ้านหรือรับงานพาร์ทไทม์บ้าง วันละ 3-5 ชม. ความเครียดส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สามี วัฒนธรรมการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นคือการแข่งขันเพื่อให้ก้าวหน้าไป “พร้อม” กับคนอื่น เวลาทำงานคือเวลา+ทำงานจะไม่พักซื้อชานมไข่มุกหรืองีบหลับ ทุกคนจะรู้หน้าที่และทำตามนั้น โดยทั่วไปเวลาทำงานคือวันละ 8 ชม. พนักงานบริษัททำ 5 วัน โรงงานทำ 6 วัน รายได้เด็กจบใหม่ประมาณเดือนละ 1.82 แสนเยนต่อเดือน และส่วนใหญ่ถ้าเริ่มทำงานที่ไหนก็จะทำที่เดิมจนเกษียณอายุ แต่กว่าจะอยู่ถึงเกษียณได้ระหว่างนั้นคือ “ความเครียด” เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับการยอมรับจากที่ทำงาน เมื่อเข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็จะทำงานที่นั่นไม่ได้ คนญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทุกเย็นต้องชวนกันไปกินข้าวหรือสังสรรค์ต่อ เราจึงได้เห็นภาพชายใส่สูทเดินขวักไขว่ตามท้องถนน แม้ว่าจะเที่ยงคืนแล้วก็ตาม
ความเร่งรีบ การแข่งขัน และความอึดอัด ทำให้คนญี่ปุ่นเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดคนเร่ร่อน คนโรคจิต และคนฆ่าตัวตาย
ชายญี่ปุ่นที่โดนไล่ออกจากงานหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่กล้าสู้ หน้าภรรยาจนต้อง “หนี” ออกจากบ้าน เราจึงพบคนเร่ร่อนหรือมนุษย์กล่องนอนเกลื่อนกลาดตามข้างทางแบบมีเสื้อผ้าครบ ชุดพร้อมกระเป๋าเดินทาง
สำหรับคนฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีจำนวนมากปีละ 3 หมื่นคน มากกว่าจำนวนคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เกือบ 4 เท่า





ญี่ปุ่น-ภูมิปัญญา

หนัง EMPEROR จักพรรดิของปวงชน - หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง. นายพลดักลาส แมกอาเธอร์ ได้รับมอบหมายให้สอบสวนเพื่อนำตัวจักพรรดิฮิโร ฮิโตะ ของญี่ปุ่นสู่การประหารในฐานะอาชญกรสงคราม แต่เรื่องนี้ก็เลือกที่จะถ่ายทอดถึงความเป็นอัจฉริยภาพด้านความเป็นผู้นำของ องค์จักรพรรดิด้วย ที่สุดแม้พระองค์ถูกพิจารณาว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ฐานันดรแห่งความเป็นสมมุติเทพก็ถูกบันทอนลงให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่กระนั้นพระองค์ยังเป็นที่เทิดทูนของคนญี่ปุ่น
นี่คือภาพมุมหนึ่งของราชวังที่เป็นตำนานมากว่า 1,600ปี ที่ยังคงเก็บงำจิตวิญญาณดั่งเดิมของคนญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเงียบเชียบ กับอีกด้านคือภาพตึกย่าน Ginza ที่คึกคักด้วยแหล่งธุรกิจสำคัญของประเทศที่ที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปีนี้




สวนกลางกรุงโตเกียวใหญ่โตมากและเก่าแก่มาตั้งแต่รัฐสมัยเมจิ. ในนั้นมีต้นไม้ใหญ่เล็กหลายพันชนิด สวนอันกว้างใหญ่กลายเป็นมุมสงบของเมืองอันวุ่นวาย
ในนั้นมีศาสนสถานของชินโต(ศาลเจ้าเมจิ)ที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมาก่อนสมัยพุทธกาล ชินโตค้ำจุนระบบจักรพรรดิในฐานะที่เป็นบุตรของพระอาทิตย์ แต่ลัทธินี้ก็เสื่อมลงมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดูหนังเรื่องEMPEROR ก็พอเห็นร่องรอย
ในนั้นยังซ่อนสถานที่เงียบๆ ที่เป็นที่ฝึกศิลปะการยิงธนูของญี่ปุ่น หรือ กิวโด Kyudo
โชคดีมากที่เขาอนุญาตให้เข้าชม. หญิงทั้ง 3 มีอายุมากแล้วแต่ก็แข็งแรง สวมชุดชุดยูกัตตะทะมัดทะแมง. มีท่วงท่าที่งดงามสงบและเป็นหนึ่งเดียว. ผมต้องกลั้นหายใจไว้ทุกครั้งที่พวกนางน้าวคันศรเพื่อยิ่งลูกศรให้พุ่งสู่ เป้าหมายกว่า 50 เมตร ด้วยกลัวว่าเสียงหายใจของผมจะกลายเป็นเสียงรบกวน
ยูเกน เฮอริเกล ใช้เวลา50ปีในการเรียนยิ่งธนูศาสตร์อันลึกลับกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่น แล้วเขียนหนังสือชื่อ "ศิลปะการยิงธนู" เขาอธิบายอย่างเซนว่ามันคือ "ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ" การยิงธนูถูกปฏิบัติอย่างพิธีกรรมทางศาสนา ร่ายรำในท่วงทำนองแห่งการเป็นไปเอง ไร้ความพยายามและความมุ่งหมาย น้าวคันศรโดยปราศจากความตั้งใจ ปล่อยลูกศรเสมือนหนึ่งผลไม้สุกหล่นจากต้น. ความสมบูรณ์บรรลุเมื่อคันศร ลูกศร เป้า และคนยิงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน



ญี่ปุ่นกับการพัฒนา

วัฒนธรรมเสียดาย กับ ไม้เช็ดก้น
สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสูญเสียและบอบช้ำไม่น้อยไปกว่าเยอรมันและฟินแลนด์. ความอดอยากและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นในช่วงนั้น ได้สร้างชาติญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่จากความอดทนและบากบั่นทำงานหนัก อาจจะสำผัสความรู้สึกนั้นเลาๆ ได้จากหนังเรื่อง Always ทั้ง 3ภาค
คนใน Generation นั้นและถัดมา ถูกสั่งสอนให้ตระหนักกับคำว่า "เสียดาย" กินและใช้อย่างประหยัด ตักข้าวเท่าที่จะกิน กินข้าวให้หมดทุกเม็ด ใส่เสื้อผ้าจนขาดวิ่นจึงซื้อใหม่ และทำงานหนัก คุณลักษณะ นี้มีผลอย่างมากที่ทำให้ประเทศพลิกกลับมายืนแถวหน้าทางด้านเศรษกิจของโลกได้ ภายในเวลาไม่ถึงห้าสิบปี จนปัจจุบันลูกหลานรุ่นใหม่ของประเทศได้อยู่อย่างสดวกสะบาย มีทรัพยากรล้นเหลือ อย่างส้วมยุคใหม่ของที่นี่แสนฉลาด เพียงเรานั่งลงตัวมันเองจะลาดน้ำกันเปื้อนตัวเองก่อนทันที แล้วปรับอุณหภูมิภายในโถให้อุ่นสะบายก้น มีปุ่มเปิดดนตรีบรรเลงฟังตามแต่อารมณ์ผู้นั่ง เสร็จสรรพมีปุ่มฉีดน้ำแบบเป็นสายน้ำกับแบบฝอยปรับแรงดันได้ตามชอบ จบด้วยการเป่าลมอุ่นให้แห้ง การสร้างนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตของคนญี่ปุ่นมาไกลเกินกู่ ผมนั่งนึกว่าหากโลกพลิกผัน(ความพลิกผันของโลกเกิดขึ้นง่ายดาย)กลับไปเป็นยุค เดิม เด็กๆ ยุคนี้จะจัดการก้นตัวเองอย่างไร เขาจะรู้จักใช้ไม้เช็ดเหมือนยุคเด็กๆ ของผมไหมหนอ แล้วความรู้สึกที่ว่า "เสียดาย" จะกลายเป็นเรื่องน่าอายไปหรือเปล่า

ญี่ปุ่นกับวินัย

ความมีวินัยเห็นได้ง่ายโดยไม่ต้องเฝ้าสังเกต
13 เมษายนหนีร้อนมาพึ่งเย็น จาก40 องศาC มาเป็น10องศาC ในเพียงข้ามคืน พิสูจน์ว่าโลกแปรเปลี่ยนง่าย ทันทีที่ลงเครื่อง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนผ่าน Immigration อย่างเป็นระเบียบ ผ่านมาที่สายพานรับกระเป๋าเจ้าหน้าที่ก็จัดเรียงกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ (ตรงนี้ผมยังไม่เคยเห็นประเทศไหนทำ มักโยนกระเก๋าเราอย่างกับขยะไร้ค่า). ขึ้นบันไดเลื่อนชิดซ้ายกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้คนรีบได้เดินแซงขวาไป. รถไฟมาตรงเวลาเปะและจอดรับคนสัก2นาที่แล้วก็ไปต่อ
ผมหิวข้าวเช้าแต่ยังไม่อยากออกไปผจญกับความหนาวข้างนอก 10c ทั้งฝนตก อยู่ในสถานนีรถไฟฟ้าก็มีร้านอาหารอันเรียบง่ายแต่อร่อยและอบอุ่น คนทำอาหารเป็นหญิงอายุมากแล้วทั้ง3คน แต่แต่งตัวสะอาดเรียบร้อยและดูดี พูดจาสวัสดีทักทายและขอบคุณลูกค้าตลอดเวลา. ใครอยากกินอะไรก็สั่งและจ่ายเงินกับตู้ที่หน้าร้าน เข้ามากินก็บริการตนเองทั้งการรับอาหารและเก็บจานชามส่งกลับ เห็นทุกอย่างเป็นระเบียบอันเกิดจากคนมีวินัยแล้วอิ่มใจ






ค่าเงินเยนตก จาก 34 บาท/100เยน เป็น 28บาท/100เยน


อนาคตของสิงคโปร์

อนาคตของสิงคโปร์
"เราไม่ใช่แหล่งช็อปปิ้งของแบรนด์เนมแล้ว การซื้อขายในตลาดโลกเปลี่ยนไป ไม่มีใครหยิบยื่นงานให้เราเหมือนก่อน เราจึงต้องสร้างคนเพื่อออกไปหางานเข้ามาสู่ประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษอย่างดี มีความสามารถในการคิด และ การจัดการแบบใหม่" Tan Seiw Tiang, East Coast Primary School
แต่ถึงยังไงผมก็เห็นเขาสร้างแหล่งช็อปปิ้ง ที่ออกแบบแปลกใหม่ ดึงดูดสายตา อยู่ทุกมุมเมือง น่าชื่นชมตรงที่ความเป็นCreative สูงในพื้นที่อันจำกัดของเขา
อาคาร “มารีนา เบย์ แซนด์ส” เป็นผลงานการออกแบบของนายโมเช่ ซาฟดี้ (Moshe Safdie) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก  พื้นที่ในส่วน “เดอะ แซนด์ส สกาย ปาร์ค” บนยอดตึกชั้น 55  ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายเรือ โดยทอดตัวโค้งเป็นแนวยาว 340 เมตร บนความสูง 200 เมตรเหนืออาคารทั้ง 3 ของรีสอร์ท  บริเวณดังกล่าวมีความยาวมากกว่า (ความสูงของ) หอไอเฟล หรือเทียบเท่ากับเครื่องบินจำโบ้เจ็ท “A380″ ลำใหญ่ยักษ์จอดเรียงกันถึง 4 ลำครึ่ง และมีพื้นที่มากถึง 12,400 ตร.ม. (ประมาณ 3 สนามฟุตบอล) จึงสามารถรองรับแขกได้ถึง 3,900 คน




การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นโดยตัวผู้เรียนเอง
ครู ตำรา แบบฝึกหัดเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้
สิ้นสุดการสอนแต่ละชั่วโมง ครูSingapore จะใช้ 5นาทีสุดท้ายให้เด็ก ทำ Learning Log หรือ Reflection Sheets


เช้าวันอาทิตย์ที่ต้องแลกมา

วันที่ 5 เมษายน 2558
เช้าวันอาทิตย์ที่ต้องแลกมา
ผมตื่นแต่เช้ามากในห้องคับแคบ ของโรงแรมไร้ดาว ก็ในพื้นที่อันจำกัดของสิงคโปร์เราเลือกอะไรไม่ได้มากนัก ก็เรามักเลือกใช้คำว่า "ต้องอดทน". แทนคำว่า "จำยอม" ห้องพักคับแคบจนการอ่านหรือการเขียนของผมมันติดตันไปหมด
ผมออกมาเดินตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่ ลัดเลาะไปหลายถนนกะจะเก็บสะสมจำนวนก้าวไว้ตั้งแต่เข้าเพื่อวันนี้จะได้ถึง หมื่นก้าว แต่ความตั้งใจเบื้องหลังหวังไว้ด้วยว่าจะเจอร้านกาแฟยามเช้าสักร้าน ข้อหลังนี้ยากจริง
ถนนยามเช้าวันอาทิตย์ร้างผู้คน ผมย่ำเดินวกไปเวียนมา จนในที่สุดก็เจอร้านเล็กๆ ตรงหัวมุมถนน Liang Seah St. สอบถามได้ความว่ามีกาแฟแบบโบราณแต่เสริฟพร้อมชุดอาหารเช้า อันมีขนมปังและไข่ลวกสองฟอง ราคาราว 90 บาท ผมถือว่าราคาถูกมากกับประเทศที่แทบทุกอย่างต้องนำเข้าแม้แต่น้ำล้างส้วม ผลิตอะไรไม่ได้เลยนอกจากคน จึงเป็นเหตุผลที่เราควรมาดูการผลิตคน อาจเอาไว้เป็นบทเรียนเท่านั้นไม่ควรหมายว่าต้องเลียนแบบ
อาหารเช้าดังภาพ ผมไม่ได้กินเพราะความหิวแต่กินเพราะอยากลองลิ้มรสดู เพื่อจะได้ซื้อเวลาสำหรับการครุ่นคิด
ขณะที่นั่งกินไป ครุ่นคิดอย่างเพลิดเพลินให้ทะเลแห่งความคิด นกพิราบตัวหนึ่งก็โฉบบินลงมาจิกกินเศษขนมปังที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านที่มา วางเอาไว้ข้างๆ ร้าน มันคงหิว หรืออาจลูกของมันเองก็คงหิว แต่อนิจจายังไม่ได้จิกกินเศษขนมปังเพื่อชะโลมความหิวเลยแม้เพียงชิ้น. แต่เธอก็ต้องตะลึงลานเพราะแผ่นรองขนมปังนั้นติดกาว และกาวก็ติดปีกเธอ เธอแตกตื่น รนรานดิ้นหนี้จากกับดัก แต่ยิ่งดิ้นยิ่งติดแน่น ยิ่งดิ้นยิ่งอ่อนล้า ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บปวด ในที่สุดเธอก็หลุดรอดไปได้และกระเสือกกระสนคลานเข้าไปซบในพุ่มไม้ แต่ด้วยที่กาวได้ติดปีกข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่งของเธอเอาไว้ ผมจึงแน่ใจว่าเธอจะบินไม่ได้อีกและในที่สุดคงตกตายไปดั่งใบไม้ใบหนึ่งที่ ร่วงหล่นลงบนถนน Liang Seah St.
ผมนึกสงสัยว่าเพื่อบางอย่างเราต้องแลกด้วยบางอย่างเสมอหรือ