ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

เรื่องสั้น- ก่อนโลกาวินาศ -

ก่อนโลกาวินาศ

            หลอดไฟบนเพดานตรงช่องทางเดินวิ่งสวนทางกับทิศทางที่รถเข็นเปลกำลังเคลื่อนไป  ความสว่างของหลอดไฟจ้าขึ้นปะทะใบหน้าของผู้ที่นอนอยู่บนรถเข็นเป็นระยะ  แสงไฟทำให้เขาต้องหรี่ตากลมโตให้เล็กลง  คิ้วที่ขมวดอยู่ปรากฏ  แวววิตกกังวลไว้บนใบหน้า
            วนัสรู้สึกถึงความลื่นไหลของล้อรถเข็นที่เขากำลังนอนอยู่  มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ออกจะเฉื่อยด้วยซ้ำไป  แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงหรือเร่งรีบไปกว่านี้   เขานอนนิ่งอยู่บนรถเข็น  หรี่ตามองดูเพดานและหลอดไฟที่กำลังเคลื่อนผ่านทีละดวงๆ  ยิ่งผ่านไปหลายดวงหัวใจของเขายิ่งเต้นแรงและหนักหน่วงขึ้นเป็นลำดับ  มันเต้นแรงเสียจนเขารู้สึกว่ามันแทบจะทะลักออกมาสาดเลือดสดๆ ใส่ใบหน้าของผู้ที่กำลังเข็นเขามาเลยทีเดียว
            วนัสเอ่ยขึ้นก่อนเพื่อทำลายความเงียบอันเยียบเย็นและปลุกปั้นกำลังใจของตนให้กล้าแข็ง
            “เวลาเท่าไหร่แล้วครับคุณ”  เขาพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุดทั้งที่ปากคอแห้งผาก มันเลยกลับกลายเป็นเสียงที่แหบเครือเบาหวิว  ยิ่งทำให้เขาไม่กล้าที่จะประสานสายตากับชายชุดเขียวที่เข็นเขามา   แน่ล่ะเขาจะแสดงความขี้ขลาดออกมาให้ใครเห็นขณะนี้ไม่ได้
            ผ่านไปหลายอึดใจชายชุดเขียวจึงเอ่ยขึ้น   
            “สี่ทุ่มสิบนาที  สี่ทุ่มสิบนาทีของวันที่สิบเอ็ดมกราคมครับคุณ”
            วนัสปล่อยแขนขาที่อ่อนระทวยให้แน่นิ่ง  เขาหรี่เปลือกตาลงจนเห็นแสงเพียงลางๆ เหงื่อเม็ดโป่งผุดขึ้นตามใบหน้าและลำตัวทั้งที่อุณหภูมิของอากาศออกจะเย็นสบาย  เขารู้ว่าเวลาของวันนี้กำลังจะหมดลงอีกไม่ถึง                                                                                         สองชั่วโมงข้างหน้านี้  แม้เขาจะมีเหตุผลและคำตอบให้กับตัวเองชัดเจนเพียงใด  แต่ความกลัวซึ่งไม่อาจจำกัดขอบเขตของมัน ได้ยึดครองทุกอณูหัวใจของเขาไว้สิ้นแล้ว  แต่ความกลัวที่ปรากฏขึ้นใช่ว่าเนิ่นนานเสมอไป ฉับพลันที่เขานึกถึงความเลวร้ายที่เกิดกับเพื่อนร่วมชะตากรรมคนอื่นๆ ที่หนักและรุนแรงกว่า ความกลัวก็แผ่วแรงลง
            เสียงล้อรถเข็นหมุนแกรกกราก  เปลถูกเหวี่ยงเลี้ยวไปทางซ้าย 
            แล้วชายชุดเขียวก็เอ่ยขึ้น  “คุณได้อะไรจากการ      กระทำครั้งนี้”  
            วนัสลืมตาด้วยท่าทีกระตือรือร้นขึ้นอย่างฉับพลัน ที่รู้ว่าอย่างน้อยก็มีบางคนสนใจเรื่องของตัวเอง  
            “คุณรู้เรื่องได้ยังไง”   
            “ก็กลุ่มคนที่มารอรับ   เออ...รับชิ้นส่วนคุณเขาพูดกัน”
            วนัสบอกออกไปอย่างรวบรัดและภาคภูมิ
            “ชีวิตผม  ผมย่อมเป็นผู้เลือก”  เขาจงใจเว้นระยะหลายอึดใจก่อนที่จะเล่าต่อ  “ผมเซ็นสัญญาขายมันให้กับนักธุรกิจคนหนึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว”
              เงียบไปครู่หนึ่ง  “เท่าไหร่”  ชายชุดเขียวคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่วนัสพูด
            “สี่สิบล้าน”
            “อืม.. เยอะเหมือนกัน   แล้วมีเงื่อนไขที่คุณต้องจ่ายคืนยังไง”
            “ทุกอย่างเป็นของเขาเมื่อผมอายุครบสี่สิบปี”
            “หมายถึงสิ้นวันนี้”
            “ใช่ ผมครบสี่สิบปีวันนี้”
            “คุณได้ใช้เงินจำนวนนั้นสิบปี”
            “ใช่”
            “คุณเบี้ยวเขาก็ได้นี่”   ชายชุดเขียวเสนอแนะ
            “คุณคิดง่ายๆ กลไกการอยู่มันมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน                                                                                                               มากมาย  คุณคิดหรือว่าผมจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข ”
            “คุณต้องบ้าแน่...ขายชีวิตไปได้อย่างไร  ใครเขาก็ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทั้งนั้น  กับแค่เสพสุขสิบปีกับเงินสี่สิบล้านแล้วก็ตาย                                                                                         มันมีประโยชน์อะไร  คุณ...ไม่รู้จักคุณค่าการมีชีวิต”   ชายชุดเขียวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
            วนัสมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้น  เขารวบแขนทั้งสองข้างไปหนุนหัวให้สูงขึ้น เพื่อจะได้เห็นหน้าของชายชุดเขียวได้ถนัดโดยไม่ต้องเหลือบตาลงดู  
            ชายชุดเขียวพูดขึ้นเมื่อเห็นวนัสไม่โต้ตอบ 
            “คุณไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต  คิดแค่เสพสุขให้อิ่มแล้วก็ตายไป  ไม่ต่างกับพวกพืช  พวกหนอน หรือ สัตว์ชั้นต่ำ คุณเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ”
            “อะไรล่ะคือคุณค่าของการมีชีวิต”  วนัสโต้บ้าง
            อึ้งไปนิดหนึ่งก่อนที่ชายชุดเขียวจะตอบคำ 
            “การที่ต้องมีชีวิตอยู่นั่นล่ะคือคุณค่าของมัน”
            “หมายถึงการอยู่ๆ ไปเพื่อช่วยกันผลาญทรัพยากรของโลกให้หมดไวๆ แล้วก็ตายพร้อมกันงั้นเหรอ”      
            “ไม่..คุณอย่าเฉไฉสิ   อย่างน้อยเราก็ต้องทำความดี  มีชีวิตเพื่อผู้อื่น  ใครก็ต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งนั้น”  เขาเปล่งเสียงดังขึ้น
            “ใช่ผมก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น”
            “แต่คุณเลือกทางอื่นก็ได้นี่”
            “ทางเลือกไหนล่ะ ...   ผมได้ทำอะไรมาเยอะแยะ ตลอดสิบปีมานี่  และคิดว่าถ้าสวรรค์มีจริงผมคงจะได้อยู่ที่นั่น  นี่เป็นผลมาจากการตัดสินใจของผมในครั้งนั้นล่ะ ถ้าผมยังมีสภาพเหมือนเดิมคิดหรือว่าจะมีโอกาสได้ทำอะไรมากมายถึงเพียงนี้   แล้วคุณคิดว่าผมเดินมาถูกทางไหมล่ะ”
            ไม่มีคำตอบจากชายชุดเขียว  รถเข็นยังมุ่งไปสู่ปลายทางด้วยท่าทีไม่เร่งรีบ
            “คุณรู้ไหม...  มันเป็นหนทางเดียวที่ผมจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวได้สุขสบาย  ได้ทำ                                                            ในสิ่งที่อยากทำ  ได้กินอย่างที่ควรได้กิน  ได้ช่วยเหลือเจือจานคนอื่นอย่างที่คนควรได้ทำ  ผมโชคร้ายตรงที่ผมได้ เกิดมาเป็นคนชนชั้นล่าง  อดอยาก  ด้อยการศึกษา  อัตคัต  ขัดสนแม้กระทั่งโอกาส  ไม่ค่อยได้ลิ้มรส ความสุขสบาย วันๆ แค่วุ่นวายอยู่กับการหาเลี้ยงชีวิตให้รอดเท่านั้นยังลำบาก  พวกคนรวยที่ว่าเป็นคนชั้นสูงเคยดูแลบ้างไหม ไม่เลย....... พวกเขาเห็นแก่ตัวทั้งนั้น  อยู่อย่างสุขสบาย เห็นเรื่องความลำบากของชนชั้นล่างเป็นเรื่องธรรมดาเป็นความชาชิน เป็นชะตากรรมที่ต้องแบกรับไปตลอดชีวิต พวกเขาไม่มองหรอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ที่ต้องได้รับการแก้ไข และได้รับความเห็นใจ เพื่อแบ่งสรรทรัพยากรของโลกให้ทุกคนได้รับเท่าเทียมกัน ซึ่งแน่ล่ะ...มันไม่มีวันเป็นไปได้   แล้วผมผิดเหรอที่จะเห็นแก่ตัวบ้างโดยไม่มีใครเดือดร้อนเพราะผมเลยสักนิด”
            “เหตุผลของคุณก็เข้าข้างตัวเองเกินไป  มันเป็นบุญกรรมที่แต่ละคนสั่งสมมา”  ชายชุดเขียวกล่าวด้วย น้ำเสียงนุ่มนวล ทั้งสายตายังจับจ้องจุดหมายที่จะไปแต่วนัสก็โต้ทันควัน 
            “เห็นไหม...คุณก็เหมือนพวกเขา  เอาเรื่องบุญกรรมมาปลอบโยนคนอื่นที่ด้อยโอกาสในชีวิต เพื่อปกปิด                                                                                                                      ความเห็นแก่ตัวและความตะกละตะกลามของตัวเอง”
            “ก็แล้วแต่คุณจะคิด  คุณเลือกเองนี่  และอีกอย่างคุณก็ใกล้ตายแล้วด้วย”  ชายชุดเขียวพูดเสียงขุ่น
            “คุณก็ต้องตาย  หรือใครๆ ก็ต้องตาย”
            “แล้วไง”
            “ความตายเป็นสัจจะ  แม้ผมเลือกเกิดไม่ได้แต่นับว่า โชคดีที่ผมเลือกที่จะตายได้อย่างอาจหาญ  ไม่มีใครหรอกที่กล้าเผชิญกับมันได้อย่างกับผม”
            “คุณอย่าพูดเลย  ลองฟังเสียงหัวใจของตัวเองเต้นก่อนเถอะ  ที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นการปลอบใจตัวเองทั้งนั้น ที่แท้คุณกลัวมัน  กลัวมันจะมาถึงเร็วๆ   ต่างหาก”
            “ไม่จริง...ผมรู้ตัวเองดี  ผมจะบอกคุณไว้ว่าไม่มีอะไรน่าท้าทายเกินกว่าการเผชิญกับความตาย”
            “คุณอาจจะรู้สึกเสียใจก็ได้เมื่อถึงเวลา  เอาล่ะ ถึงแล้ว  เป็นอันว่าผมหมดหน้าที่  และรู้สึกดีที่ได้คุยกับคุณ  ขอให้คุณได้พบกับสิ่งที่คุณรอคอยด้วยความสมหวังเถอะ”   ชายชุดเขียวเน้นคำจริงจัง  แสยะยิ้มแล้วผละไป
            ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกโดยชายที่สวมชุดขาว  แสงไฟเจิดจ้าจนวนัสต้องหลับตาปี๋  เขาได้กลิ่นไลโซล ฉุนจนแสบจมูก   หัวใจที่เพิ่งราบเรียบสงบลงเมื่อครู่ก็ห้อพยศ ดังม้าป่าที่ได้กลิ่นความตายจากเสือนักล่า  มันเต้นแรง จนแทบจะระเบิดออกจากโครงอกให้ได้  เขากระพริบตาถี่ๆ  ก่อนที่จะลืมตาขึ้น  ภายในห้องอันกว้างใหญ่อัดแน่นด้วยผู้คนมากมาย  บ้างนั่ง  บ้างยืน  บ้างนอน  บนเตียงผู้ป่วยที่มีสายระโยงระยาง  และมีหญิงชายชุดขาวเดินกันขวักไขว่   ปฏิกิริยาของคนเหล่านั้นหันมาสนใจเขาทันทีตั้งแต่แรกมาถึง                                                                                                 มีเสียงซุบซิบและชี้ชวน ให้ดูที่ตัวเขา  ตาของคนเหล่านั้นแวววาวด้วยความปิติ  เต็มเปี่ยมด้วยความหวังบวกกับความหื่นกระหายเห็นแก่ตัว 
            จวนเที่ยงคืน  การชำระล้างทำความสะอาดจึงเสร็จสิ้น  วนัสถูกเปลี่ยนให้นอนบนเตียงที่ปูผ้าสีขาวสะอาดตาหลังใหญ่ด้วยตัวล่อนจ้อน  ข้างๆ  เป็นโต๊ะวางถาดใส่เครื่องมือต่างๆ  มันวาววับ  เขานอนนิ่งไม่ยอมพูดจา       หรือสบตากับคนเหล่านั้น   แม้จะมีใครบางคนที่อยากรู้อยากเห็นเข้ามาทำทีสนใจซักถามก็ตาม  วนัสรู้ว่าล้วนแต่ไม่มีประโยชน์อันใด  เพราะไม่มีใครพร้อมที่จะใส่ใจฟังเขาจริงๆ  ไม่มีใครที่อยากจะช่วยเขาให้หลุดพ้นจากสภาวะนี้  
            คนเหล่านั้นจ้องตาเป็นมันที่อวัยวะของเขาเท่านั้น  ส่วนหูของพวกเขาก็คอยเงี่ยฟังเสียงคู่แข่งที่อยู่รอบข้าง เพื่อหาเล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้ถึงขั้นนี้แล้ว วนัสรู้ดีว่าคงไม่มีใครสร้างปาฏิหาริย์ให้เขาหลุดพ้นจากความตายที่กำลังจะมาถึงนี้ไปได้  ความหวังลึกๆ ที่เคยมีแม้จะริบหรี่  ตอนนี้มันถูกเวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่นาทีฆ่ามันแล้ว จากนั้นเขาถูกชายชุดขาวสองคนมัดตรึงไว้กับเตียง
            เที่ยงคืน  ชายเจ้าของสัญญาอยู่ในชุดอันภูมิฐานราคาแพง  ก้าวเขามาในห้องพร้อมกับน้ำหอมกลิ่นฉุนแปร่งๆ  เขาเดินเฉียดวนัสไปโดยไม่เหลือบแลแม้หางตา  ปล่อยให้สายตาวิงวอนคู่นั้นต้องเหือดไป  วนัสนึกทุเรศตัวเองอยู่ในใจที่ปล่อยให้พฤติกรรมของความอ่อนแอเมื่อครู่ทำลาย ความภาคภูมิใจในตัวเองลง  เขาคือนักธุรกิจที่ไม่อาจเสียเวลาไปเพราะความรู้สึกทั้งกับของตนเองหรือของใครๆ  กำไรสูงสุดคือเป้าหมาย  เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของเขา เขาก้าวขึ้นโต๊ะประมูลด้วยความมาดมั่น  ประกาศด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชัดเจน
            “ท่านผู้ทรงเกียรติ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น  แม้เพียงเสี้ยวเวลาหนึ่งของการมีชีวิตก็ตาม  เราได้เสนอชิ้นส่วนของร่างกายที่สมบูรณ์  ดังที่ปรากฏต่อหน้าท่านแล้ว  และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  ข้าพเจ้าขอเริ่มการประมูล ณ บัดนี้”   มีเสียงปรบมือกราวหนึ่งแล้วเงียบลง
            “ข้าพเจ้าจะเริ่มประมูลชิ้นส่วนภายนอกเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้เขาได้ตายช้าๆ และท่านทั้งหลายจะได้ชิ้นส่วนที่สดที่สุด  ขอเริ่มที่ขาทั้งสองข้าง  ราคาเริ่มต้นที่สองล้านบาท”
            สิ้นเสียงประกาศลง  ราคาขาทั้งสองข้างของวนัส ขยับสูงขึ้นเป็นลำดับ  สามล้าน  ห้าล้าน  แปดล้าน  สิบล้าน  จนสิ้นเสียงเคาะหลังจากนับสาม  ขาทั้งสองข้างของวนัสก็เป็นของหนุ่มมหาเศรษฐีผู้ขาด้วนจากจากอุบัติเหตุด้วยราคาที่แสนถูกสำหรับเขา  เขายิ้มกริ่มอย่างผู้มีชัยในขณะที่ชายหญิงชุดขาวหลายคนช่วยกันเฉือนเอาขาทั้งสองข้างของวนัสออกมาต่อให้เขา  เลือดสดๆ  สีแดงเข้มทะลักออกมาจากโคนขาทั้งสองข้างบวกกับความเจ็บปวดที่ไม่เคยมีครั้งใดเทียบเท่าได้เลยในชีวิต  ทำให้วนัสถึงกับใบหน้าเหยเกลำตัว ที่เกร็งกระตุกจนถูกเชือกที่รัดตัวเขาอยู่กดลงบนเนื้อหนัง  เป็นร่องลึก  เขากลั้นหายใจและกัดฟันแน่นเพื่อผ่อนคลาย ความเจ็บปวดนั้น  แม้มันได้ผลมากมายนักแต่ก็ยังดีเสียกว่า จะปล่อยให้ความเจ็บปวดทรมานปลิดชีวิตเขาลงเสียตอนนี้  ผู้คนที่รายรอบยังมีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา  เหมือนพวกเขามองไม่เห็นความเจ็บปวด ความทรมานของร่างที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาแทบจะไม่ได้กลิ่นคาวเลือดอันคลื่นเหียนนั่นด้วยซ้ำ
            ชิ้นส่วนภายนอกของวนัสถูกประมูลและเฉือนออกทีละชิ้นๆ   แขนทั้งสองข้าง  ใบหู และ เครื่องเพศ  โดยเฉพาะชิ้นหลังนี้ใช้เวลาประมูลอยู่ครึ่งค่อนชั่วโมง  กว่าที่เฒ่าหัวงูคนหนึ่งจะได้ไปด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว
            ลำตัวด้วนกุดที่โชกเลือดสั่นกระตุกอยู่บนเตียงกลางห้อง  กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลกลบกลิ่นของไลโซนจนสิ้นสายตาของร่างนั้นเหม่อมองทะลุผ่านเพดานไปไกล ทว่าไร้จุดหมาย  น้ำใสๆ เอ่อท้นออกมาจนท่วมเต็มเบ้าตา   และไหลลงร่องหูที่แหว่งไปทั้งสองข้าง  ปากดำคล้ำเม้มสนิท ทั้งสั่นระริก  ทุกอย่างล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงปลายสุดของ เส้นทางแล้ว  ความมืดดำที่อยู่ตรงปลายทางข้างหน้าเริ่มปรากฏให้เห็นรางๆ  วนัสเริ่มกล้าขึ้นมาอย่างจริงจังที่จะเผชิญกับมัน  เขาจะไม่ยอมปริปากร้องขอชีวิตหรือร้องโอดโอยแสดงความเจ็บปวดให้คนเหล่านี้ได้เห็นอย่างเด็ดขาด  เขาตั้งใจจะทิ้งเกียรติยศและความหาญกล้าครั้งนี้ไว้ แม้มันอาจจะจอมปลอมให้พวกเขาซึ่งกำลังเร่งเร้าการตายและกำลังมองเขาอย่างเหยียดหยันอยู่ขณะนี้ต้องสำนึกเสียใจ  เมื่อพวกเขาได้เห็นธาตุแท้อันต่ำช้าของตนเองในวาระสุดท้ายของชีวิต  เสี้ยววินาทีสุดท้ายของพวกเขาจะต้องสำนึกเสียใจ
            ความเจ็บปวดกินลึกไปทั่วทุกเส้นประสาทจนวนัสด้านชาไปทั้งตัว  ปฏิกิริยาและการรับรู้ต่อสิ่งรอบข้างด้อยลง  แต่หูที่ชุ่มเลือดทั้งสองข้างยังแว่วได้ยินถึงการให้ราคาและการต่อรองเปลี่ยนมือสำหรับอวัยวะชิ้นต่อไป   ไม่มีน้ำเสียงใดเลยแสดงความสงสารสังเวชต่อสภาพร่างที่อยู่ต่อหน้า และไม่มีน้ำเสียงใดที่ยอมลดละต่อการแย่งชิงในสิ่งที่ตนเองปรารถนา  ตาทั้งสองข้างของวนัสถูกควักออกในนาทีต่อมาด้วยราคา แสนแพง  เมื่อลูกตาหลุดออกจากเบ้า  สายเลือดที่กลั่นจากน้ำตาก็ทะลักไหล  ใบหน้าที่กระตุกถี่ๆ บ่งบอกถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัส  การหายใจเริ่มขาดเป็นห้วงๆ  หัวใจก็ค่อยๆ อ่อนกำลังลง  แล้วด้ายเส้นเล็กจิ๋วที่จำจองชีวิตไว้ต้องขาดผึงด้วยการกระตุกสองสามครั้ง
            ชายหญิงชุดขาวหลายคนช่วยกันชำแหละช่องท้องของซากศพออก  เฉือน ตับ ไต ไส้พุง ปอด และ หัวใจ ให้กับผู้ที่ประมูลได้  แม้แต่กระดูกและผิวหนังก็มีคนประมูลเอา
            รุ่งเช้าชายเจ้าของสัญญาเดินออกจากห้องไปอย่างเป็นสุข  ธุรกิจของเขาราบรื่น และเหนืออื่นใดเขาได้กำไรมหาศาล  เขาดีใจจนแทบอยากกระโดดออกจากห้องไปเลยทีเดียว  รอยยิ้มและย่างก้าวที่กระฉับกระเฉงบ่งบอกได้ชัดเจนถึงความสุขนั้น  ในมือเขายังหิ้วถุงสีดำใส่เศษเนื้อ เศษไขมัน และเศษกระดูกบางส่วนที่ไม่มีใครต้องการ  เขาก้าวขึ้นรถคันหรูที่มีคนขับคอยโค้งคำนับอยู่  รถเคลื่อนออกไปอย่างนุ่มนวล  ชั่วระยะเวลาไม่นานเขาบอกคนขับให้จอดแถวกองขยะแล้วโยนถุงดำนั้นทิ้งไป   หลังจากนั้นรถคันงามก็นำเขาสู่อัครสถานเพื่อการพักผ่อนอย่างเป็นสุข
            ที่กองขยะกลิ่นคาวเลือดอันเย้ายวนดึงดูดหมาขี้เรื้อนหลายตัว  พวกมันกระโจนเข้าใส่ถุงดำนั้นด้วยความกระหายหิว  พวกมันเสี่ยงชีวิตเข้ากัดฟัดกันเพื่อแย่งชิงเศษเนื้อและเศษกระดูกจนฝุ่นคลุ้ง  เสียงเห่าหอน  ขู่คำราม  ดังขึ้นไม่ขาดสาย  
            เนิ่นนาน...จนเศษเนื้อ  เศษกระดูก  ถูกหมาที่มีกำลังมากกว่าคาบหนีไป  ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจึงค่อยสงบลง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น