ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ระบบปิดทำให้อ่อนแอ


องค์กรเปิด
แท้จริง โลกของเราเป็นสังคมเปิด เราไม่สามารถปิดอะไรได้อย่างแท้จริง ขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีความก้าวล้ำอย่างยิ่ง ทำให้การกระจายข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ทั่วถึงกันทั่วโลก
เราอาจจะกังวลว่า เด็กๆ จะได้รับข้อมูลข่าวสารด้านลบ เช่น ภาพและเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม แต่หารู้ไม่ว่าเราไม่มีทางปกปิดสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการค้นหาข้อมูลรูปภาพจาก Internet สักภาพ ไม่ว่าเราจะใช้คำใดในการสืบค้น ผลที่เกิดจากการสืบค้นจะปรากฏภาพลามก หวาบหวิว ติดมาด้วย ยิ่งถ้าเราคลิ๊กเข้าดูภาพนั้น มันจะเชื่อมกับภาพอื่นๆ อีกมากมาย
เราต้องมองโลกในแง่ที่ดีและเข้าใจในสังคมแบบเปิด ยิ่งปิดกั้นยิ่งต้องการรู้ การสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้รู้เท่าทันจึงจำเป็นกว่าการปิดระบบ

ระบบปิดจะทำให้เกิดความอ่อนแอ
ผมเป็นลูกชาวนา ครั้งหนึ่งผมเลี้ยงเป็ดไว้ 30 ตัว เลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กแบเบาะ ทำคอกเล็กๆ แต่ก็ใหญ่พอสำหรับลูกเป็ดทั้งหมด หน้าที่ของผมคือให้อาหารพวกมันในตอนเช้าและตอนเย็น ผมไม่ได้ปล่อยให้เป็ดออกนอกคอกเพราะผมขี้เกียจตอนไล่ต้อนมันกลับเข้าคอก
เมื่อเป็ดเหล่านั้นโตขึ้น ผมรู้สึกว่าคอกนั้นแคบลง แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะขยายคอกให้กว้างขึ้น หรือ ปล่อยให้พวกมันออกไปข้างนอกบ้าง ผมยังให้อาหารพวกมันเช่นเดิมคือตอนเช้าและตอนเย็น
ผ่านไป 3 เดือน เป็ดทุกตัวโตขึ้นมากจนเกือบได้ขนาดที่จะขายได้
แต่แล้ววันหนึ่ง ปรากฏว่าเป็ดที่ผมเลี้ยงแทบทุกตัวลุกไม่ขึ้น อ่อนเปลี้ยเสียขา ทั้งคอพับคออ่อน ทั้งไม่ยอมกินอาหาร
จากหนังสือ : คนบนต้นไม้(2552)

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แบบเรียน..แบบว่า...

แบบเรียนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "การเรียน" ไปตั้งแต่มนุษย์คิดคำนี้ออก




การเรียนผ่านแบบเรียนจะรับประกันได้ว่าผู้เรียนจะมีความรู้มากพอ โดยเทียบเคียงกับปริมาณของสิ่งที่ผู้อื่นรู้

...แบบว่า...ใครรู้มาก จดจำความรู้ในแบบเรียนได้มาก คนนั้นชนะ

การเรียนจากแบบเรียนนั้น การจำ จึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นกว่าการคิด หรือ การใคร่ครวญ

ความคิดนี้มันฝังหมุดในหัวมนุษย์เสียจมมิด

จนโลคมาถึงยุคข้อมูลข่าวสาร

ข้อมูลได้กระเจิดกระเจิง และ กระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมของโลก

วันหนึ่งๆ มีข้อมูลใหม่+ความรู้ใหม่ เกิดขึ้นทั่วโลกรวมกันกว่า 25 ล้านคำ คนคนหนึ่งอาจต้องใช้เวลาอ่านกว่า 10 ปีกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในวันเดียว

..แบบว่า..เป็นข้อมูลขยะเสียมาก

ข้อมูลขยะไม่ได้หมายถึงข้อมูลในทางไม่ดี แต่หมายถึงข้อมูลหรือความรู้ที่เก่าแล้ว หรือ เป็นข้อมูลที่ไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความจำเป็น ต่อคนคนหนึ่ง

การที่จะให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านแบบเรียนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะข้อมูลในนั้นส่วนใหญ่อาจเป็น ข้อมูลขยะ และ ผู้เรียนอาจจะใช้เครื่องมือเดียวในการเรียนรู้คือ การจำ และ ผู้สอนอาจจะตีค่าการเรียนรู้ที่ การรู้มากหรือรู้น้อย


โลกยุคข้อมูลข่าวสารนั้นกำลังจะผ่านไปแล้ว

เรากำลังเข้าสู่โลกแห่งปัญญา


วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โรงเรียนที่ไม่มีการสอบ

ทำไมต้องสอบ?

การศึกษารูปแบบปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อนหน้านั้นกว่า 10,000 ปี เป็นยุคของเกษตรกรรมที่ผู้คนหลุดออกจากยุคเร่ร่อนแล้วก็เริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ลูก ๆ ในครอบครัวสามารถอยู่และเรียนรู้ร่วมกันพ่อแม่ได้ตลอดเวลา พ่อแม่เป็นผู้สอนทักษะชีวิต ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น ใช้ชีวิตในวิถีทางร่วมกันได้
แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย เป็นโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกันได้คราวละมาก ๆ เป็นโรงงานที่ตอบสนองต่อการผลิตสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกความสบายให้กับมนุษย์ จนถึงตอบสนองการบำรุงกิเลส ซึ่งมากกว่าพื้นฐานความจำเป็นที่มนุษย์โดยทั่วไปควรจะได้ ระบบนั้นได้ผลักคนส่วนใหญ่เข้าสู่โรงงาน และโรงงาน ส่วนเด็ก ๆ ถูกผลักไปสู่โรงเรียนในที่เป็นระบบเดียวกัน และโรงเรียนในระบบก็สอนให้เด็กเหล่านั้นเพื่อเข้าไปสู่โรงงาน สอนให้คนรู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้ไว้แล้ว
กรอบความคิดอุตสาหกรรม (นักเรียนเสมือนวัตถุดิบของโรงงาน)
# ถูกคัดเลือกด้วยเกณฑ์เดียวกัน
# มีหลักสูตร หรือ สอนเหมือน ๆ กัน ความจริง หรือ สิ่งถูก ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว
# เพื่อ.ให้จบออกมามีคุณภาพเหมือนกัน ในปริมาณมากๆ
โรงเรียนกำหนดมาตรฐาน และผลสำเร็จแบบเดียวกันเหมือนกับผลผลิตของโรงงานที่ต้องการผลผลิตเดียวกันจำนวนมาก ๆ และสิ่งที่จะมาวัดได้อย่างรวดเร็วก็คงจะเป็นแบบทดสอบ เพราะมันเป็นปรนัย คือ เห็นค่าเป็นคะแนนที่ชัดเจน กรอบความคิดเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งในสังคมต่อมายาวนานกว่า 300 ปี
ผ่านจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาเป็นยุคดิจิตอล ยุคข้อมูลข่าวสารระบบการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่มากขึ้น ๆ กลับสร้างปัญหา เพราะกรอบความคิดเดิมยังบอกให้เชื่อว่าผู้ที่มีข้อมูลมากกว่า ผู้ที่รู้มากกว่าคือผู้ชนะ เริ่มใช้การไม่ได้
ทุกโรงเรียน จึงยังคงสอบ มีเกณฑ์เดียวกัน ต้องการผลผลิตเดียวกัน ต้องการให้คนรู้ในเรื่องเดียวกันในความรู้ที่มีคนรู้อยู่แล้ว ใครที่รู้ได้เหมือน หรือรู้เท่าก็ชนะ
วิธีการแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นมา การแข่งขันต้องลดลงและหายไป แต่ความร่วมมือต้องเกิดขึ้นและมากขึ้น
โรงเรียนนอกกะลา เราปฏิเสธการสร้างคนเพื่อการแข่งขัน แต่เราต้องการคนที่รู้จักการสร้างความร่วมมือ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงการสอบเราจึงไม่ใช้เลย แต่เรามีระบบการวัดผลและการประเมินผลเพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าเพียงใด
เมื่อพูดถึงการวัดผลและประเมินผล กับการสอบมันเป็นคนละอย่างกัน ลองจินตนาการถึงตัวช้าง ในความเชื่อของคนงาช้างนั้นมีค่าที่สุด ถ้าช้างทั้งตัวคือการวัดผลประเมินผล การสอบนั้นเปรียบได้ดังขนช้าง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีค่าเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ
การวัดผล และประเมินผล ของโรงเรียนนอกกะลา เรามีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาพัฒนาผู้เรียน ไม่ได้เพื่อตัดสิน เราจะใช้แนวทางในการวัดผล ประเมินผลตามสภาพจริง ที่เกิดขึ้นทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การสังเกต สัมภาษณ์พูดคุย ดูจากชิ้นงาน กระบวนการทำงาน การปฏิบัติในวิถีชีวิตจริง แฟ้มงาน และการสะท้อนงาน วิธีการประเมินเหล่านี้กลับพบข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนมากกว่าการสอบ การสอบกลับเป็นอะไรที่หยาบ ๆ และทั้งยังไม่คำนึงถึงความแตกต่างและศักยภาพของแต่ละคน การสอบไม่ได้เคารพความเป็นตัวตนของแต่ละคน การสอบเป็นเพียงการอ้างอิงข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือความรู้ที่เก่าที่ผู้เรียนรู้
ที่นี่จึงไม่มีการสอบ ความรู้ที่เป็นปัจเจก กลับมีความสำคัญในระบบนิเวศน์ทางสังคม มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของสังคม เพราะความหลากหลายไม่ใช่ความรู้ที่เป็นชุดสำเร็จเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ป็นความรู้ที่เชื่อมโยงแล้วมีปลายทุกด้านเป็นปลายเปิด
วิธีการประเมินตามสภาพจริง ทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) อย่างแท้จริงจึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้เชิงปัจเจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ทางสังคมอย่างแท้จริง
หลายคนถามเราว่า แล้วโรงเรียนเราสอบ NT หรือ O-Net , A-Net หรือเปล่า?
เรายังคงต้องสอบ เพราะเป็นระเบียบของทางราชการ ในฐานะรัฐยังจำเป็นต้องรู้โดยภาพรวมว่าคุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ แม้ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่ก็เป็นตัวเลขที่พอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพรวมได้บ้างเท่านั้น
ประเด็นสำคัญการประเมินตามสภาพจริง อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับครู การประเมินแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้เรียน ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือสัปดาห์นี้ แล้วยังต้องคิดต่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานของกลุ่มสาระแต่ละกลุ่มอย่างไร หรือ ตรงไหน และครูต้องออกแบบไว้ก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าจะเป็นภาระงาน ชิ้นงาน วิธีการ หรืออื่น ๆ นั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระได้อย่างไร จะมีเกณฑ์ Rubric เข้าไปจับได้อย่างไร จับแล้วก็ตีค่าออกมาเพื่อให้ระดับอย่างไร ทั้งนี้เรามุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมว่าจะต้องให้เด็กที่เรียนอยู่เทียบโอนได้ เพราะฉะนั้นพอสิ้นปีครูก็ต้องนำคะแนนของแต่ละวิชาหรือแต่กลุ่มสาระ แต่ละมาตรฐานจะมีอยู่แล้ว มาตัดเกรด ให้ผู้เรียนึ้นนั้นยังต้องางเท่านั้น คุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ เพื่อให้สามารถเทียบโอนกับโรงเรียนอื่นๆ ได้

** ผมเคยให้ผู้เข้าอบรมหลายๆ คนยกขวดน้ำแล้วผมถามว่า “คิดว่าขวดน้ำ หนักหรือเบา” ทุกคนกลับตอบคำถามและให้เหตุผลประกอบไม่เหมือนกัน
โปรดระวังเสมอเพราะการประเมินมัก error ทั้งเครื่องมือ และ ตัวผู้วัด

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การบ้าน

ผู้ปกครองบางคนกลุ้มใจที่ลูกไม่อยากทำการบ้าน


ครูหลายคนหนักใจที่นักเรียนไม่ทำการบ้านมาส่ง

ให้การบ้านเพื่ออะไร?

ด้วยครูหวังว่าการบ้านจะช่วยเพิ่มพูนทักษะหรือให้ผู้เรียนความเข้าใจเนื้อหานั้นมากยิ่งขึ้น แต่ความจริงเราหวังอะไรไม่ได้มากหรอกจากจุดประสงค์ข้อนี้ ส่วนหนึ่งเด็กทำส่งเพราะไม่อยากเผชิญความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นระหว่างเขากับครู (ทั้งภาพพจน์ คะแนน การลงโทษ หรือ อื่นๆ) บางคนทำการบ้านส่งเพราะสายตาของพ่อแม่ที่เฝ้ามองเขาด้วยความคาดหวังที่สูงริบริ่ว แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดเด็กๆ ล้วนแต่ไม่ชอบการบ้าน

โรงเรียนนอกกะลา เราให้การบ้านเด็กๆ เพราะอยากปลูกฝักความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในฐานะที่เป็นนักเรียนเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนการเพิ่มพูนทักษะหรือความเข้าใจต่อเนื้อหาเป็นเป้าหมายรองลงไป

การให้การ การบ้านทุกวิชาร่วมกันเด็กควรใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที ควรให้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน และครูจะต้องตรวจการบ้านของทุกคนและทุกครั้งที่เด็กทำ

นอกจากความรับผิดชอบแล้ว การบ้านยังให้คุณค่าในเรื่องการไตร่ตรอง หรือใคร่ครวญด้านใน ให้เด็กได้มีเวลาอยู่กับตัวเองขณะที่ทำการบ้าน

**โรงเรียนเราเคยเจอบางเหตุการณ์ คือ มีเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยอมส่งการบ้านอยู่เป็นสัปดาห์ ตอนแรกเรารู้สึกกังวล แต่เมื่อถามผู้ปกครองก็ได้คำตอบว่า เห็นหลานของตนเองทำการบ้านทุกวันและแต่ละวันนั่งอยู่ที่นั่นเป็นชั่วโมง เมื่อรู้อย่างนั้นบวกกับที่รู้จักประวัติเขาที่ประสบปัญหาทางครอบครัว เราก็รู้สึกสบายใจขึ้น แม้เขาไม่ได้มีการบ้านมาส่งในช่วหนึ่งสัปดาห์ แต่เด็กคนนี้ กลับได้ผ่านประสบการณ์ด้านในมากกว่าคนอื่นๆ จนขจัดความคับข้องนั้นออกไปได้ด้วยตัวเอง และยังเพิ่งความแข็งแกร่งด้านในยิ่งขึ้น

เมื่อจิตใจเขาเข้าที่ ครูที่เป็นกัลญาณมิตรก็ปลอบประโลมเขาโดยให้ทำการบ้านที่ค้างทั้งหมดส่ง เพื่อให้เขารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ที่ได้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

The school that sets its own course



HEADLINE MAKER

The school that sets its own course

Meet Wichien Chaiyabang, headmaster of a school that really stands out in this country - no strict curriculum, no exams and, despite producing some of the best national results in science, no science course.


Wichien, 41, graduated from Rajabhat Maha Sarakham University with a teaching degree and spent 10 years teaching in the civil service. But despite his best efforts to improve things, it was "like being in a very big pond" and he was never able to raise a ripple.
His belief that there's a better way was restored soon after he became headmaster of Buri Ram's Lamplaimat Pattana School when it opened eight years ago. He chose the right strings to pull and the results came fast.
"It's just a small school, but it's having an impact elsewhere," Wichien says with modest understatement. More than 20 state schools are now following its example.
In 2006 the University of Tasmania ranked it as "world class". The following year its students sailed through the Office for National Education Standards and Quality Assessment with "excellent marks" under 13 criteria.
Lamplaimat Pattana School's founders, the Population and Community Development Association and the James Clark Foundation, envisioned it as a model for schools where rural children could receive a solid education and learn to be good members of society.
"Compared with students at rural state schools, ours are really full of confidence, determination and tenderness," Wichien says.
Lamplaimat Pattana holds no exams, he notes. "I don't believe multiplec-hoice exams can identify which children are smart."
The lack of testing hasn't stopped the youngsters from doing exceptionally well on national examinations. They routinely score higher than average in the Thai language, math and science.
"Actually, we don't even have a science course," Wichien says.
There is no strict curriculum and no purposemade textbooks. No bells ring to signal the end of classes.
"Our class time is based on short lessons," Wichien explains. In learning Thai grammar, for example, the students are told a story and then quizzed about it, thus honing their ability to memorise, understand and analyse.
"We'll ask them what they would do if they were in such a situation," Wichien says. "That's how they learn how to apply what they've learned."
From there, the teacher might move on to any other related subject, such as design.
"The students could be asked to design a setting for the story. And to further stimulate their imagination, they could be asked to suggest different endings for the story."
Wichien says all of the school's teachers are committed to maintaining a happy learning environment with "no coercion".
They're required to treat their students the way they wanted to be treated when they were children, and to show love and respect.
"Good relationships can be very useful!" Wichien says.
"They have to see the students' good points and boost their potential. They must not let a single student fail."
Every Monday evening the teachers meet to compare notes on the previous week and plan for the next.
Wichien admits he tries to push the teachers beyond their comfort zones so that greater achievements become possible.
"We've also involved the parents and others in the local community. We want them to know they have a responsibility to the school as well."
Parents are regularly invited to conduct classes.
"They can tell a story or teach the kids how to cook something, but they must come, so that they get to know their children's friends," Wichien says.
The parents, he says, at first wanted to see their children learn to read and write in the conventional way, believing it was essential to gaining admission to a prestigious school and a brighter future.
"But over the years their attitude has changed. They've come to understand that Lamplaimat Pattana teaches their children to be good people and efficient problemsolvers. Their children will be able to live a good life."
Satisfied at having made a difference in education, Wichien is thinking about retiring from the school after two more years to pursue his dream of writing.

"I want to spend the rest of my life writing," he says. "I believe books have a significant impact on people's lives. I want to write fulltime in the hope that my books will expand the readers' horizon and offer them good alternatives in life."

http://www.nationmultimedia.com/2009/10/11/opinion/opinion_30114211.php

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไบโอ-โซฮอล์กู้ชาติ ไอเดีย ป.5 โรงเรียนนอกกะลา

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือที่หลายคนเรียกว่า "โรงเรียนนอกกะลา" ตั้งอยู่บ้านกวางงอย ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดของนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนที่ต้องการให้มีโรงเรียนที่เป็นแบบอย่างในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนสร้างเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ

ทั้งเพื่อให้เด็กในชนบทมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพทัดเทียมกับเด็ก ในชุมชนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนายเจมส์ คลาร์ค ชาวอังกฤษผู้ซึ่งได้มีโอกาสสัมผัสกับระบบการศึกษาไทยในชนบทอย่างใกล้ชิด และได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาทางสมาคมมาตั้งแต่ปี 2541 โดยมูลนิธิเจมส์ คลาร์ค แห่งประเทศอังกฤษจึงได้ลงนามความร่วมมือในการสนับสนุนงบประมาณก่อตั้ง โรงเรียนแห่งนี้ในวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2546

ปัจจุบันโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีนักเรียนอยู่ 243 คน ครู 23 คน สำหรับโครงงาน "ไบโอ-โซฮอล์กู้ชาติ" เกิดจาก "ไอเดีย" ของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานทดแทน เนื่องจากเด็กได้เล็งเห็นว่าปัจจุบันประสบปัญหาภาวะโลกร้อนและราคาน้ำมันที่ ปรับตัวสูงขึ้น จึงอยากมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อนและผลิตน้ำมันใช้เองในครัวเรือนเพื่อลดค่า ใช้จ่าย จึงได้ร่วมกันไปค้นคว้าหาข้อมูลในการทำไบโอดีเซล ทั้งจากอินเทอร์เน็ตและห้องสมุด

จากนั้นก็ได้นำข้อมูลมาเสนอครูจีรดา ตุพิมาย ครูประจำชั้น ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลและให้คำปรึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยวิธีและขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล นักเรียนทุกคนต้องนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาจากบ้านคนละ 1 ขวด เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม จากนั้นก็นำน้ำมันดังกล่าวไปกรองโดยใช้ผ้าขาวบางเพื่อแยกเศษอาหารที่ยังตก ค้างอยู่ในน้ำมัน หลังจากกรองเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำน้ำมันมาต้มกับน้ำในสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการทำความสะอาดน้ำมัน แล้วทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้น้ำมันและน้ำแยกชั้นกัน แล้วนำมาแยกน้ำมันและน้ำออก โดยการค่อยๆ กรองและรินช้าๆ หลังจากแยกน้ำมันและน้ำออกจากกันแล้วให้นำน้ำมันไปต้มอีกครั้งในอุณหภูมิ ประมาณ 60 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้น้ำมันระเหย

ต่อจากนั้นก็ผสมสารในสัดส่วนแอลกอฮอล์ (เมทานอล 99.5%) 80 มิลลิลิตร ผสมกับโซดาไฟ 1 ช้อนชา และน้ำ 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันแล้วกรองลงขวด เขย่าประมาณ 15-20 นาที เติมน้ำอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อทำความสะอาดน้ำมันอีกครั้ง นำไปตากแดดไว้ 3 วัน ก่อนนำมาแยกกลีเซอรีนเพื่อให้ได้น้ำมันที่บริสุทธิ์ และต้องนำไปตากแดดทิ้งอีกไว้ 3 วัน แล้วนำมาทดสอบคุณภาพก่อนจะนำไปใช้งาน

น.ส.จีรดา ตุพิมาย ครูประจำชั้น กล่าวว่า การทำไบโอดีเซลของเด็กนักเรียนชั้น ป.5 เป็นโปรเจ็กต์หนึ่งในวิชาเรียนเกี่ยวกับด้านพลังงาน ประกอบกับนักเรียนได้เล็งเห็นว่าปัจจุบันภาวะโลกร้อนขึ้นและราคาน้ำมันแพง อีกทั้งนักเรียนยังเล็งเห็นว่าที่บ้านและที่โรงเรียนมีน้ำมันที่ใช้แล้วน่า จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงเกิดแนวคิดต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และได้ช่วยกันไปค้นหาข้อมูลการทำไบโอดีเซล ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนจากอินเทอร์เน็ตและห้องสมุด จนได้หัวข้อโครงงานว่า "ไบโอ-โซฮอล์กู้ชาติ" จากนั้นก็ได้ร่วมกันทำและทดสอบจนประสบผลสำเร็จสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ ได้จริง

ด.ญ.พิมพกานต์ ศิริ นักเรียนชั้น ป.5 กล่าวว่า การทำไบโอดีเซลดังกล่าวนอกจากจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีขั้นตอนการทำอย่าง ถูกต้องแล้ว ยังสามารถนำความรู้กลับไปทำใช้เองที่บ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและลดภาวะโลกร้อนช่วยชาติได้ในอีกทางหนึ่ง ด้วย

ด้านนายวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา กล่าวว่า แนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนจะเน้นบูรณาการเรียนการสอนโดยใช้โครง งานเป็นฐานการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยครูทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรแนะนำส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความ สุขในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ได้คิดและลงมือปฏิบัติในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ฟูมฟักความมีคุณธรรม ปลูกฝังมีวินัยตั้งแต่ยังเยาว์

ข่าวภูมิภาค ขอบคุณเทปรายการรู้ค่าพลังงาน/ช่อง 3

ขวัญชัย หาญประโคน รายงาน

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Unconventional schooling for endless learning





Wichien Chaiyabang

With discarded boxes and their relatively poor but enthusiastic acting, Grade 4 students of Lamplaimat Pattana School ably demonstrated how electricity is generated.

When questions were asked, a number of Grade 2 students in their audience raised their hands to answer. Though uncertain of the answers, the youngsters did not hesitate to participate in the "Share and Show" period, designed to disseminate ones' knowledge to others.

"We believe that it's best to have students share their knowledge. The younger ones may not know this. If the older ones want to share, the younger are all ready to learn and we will skip the scheduled discussion for this show," said Sirikarn Inpitak , Grade 2 teacher.

The students' enthusiasm was extraordinary and well exemplified the school's revolutionary philosophy: the learning process is more important than teaching methods, to ensure learning sustainability.

At the private school, established by the Population and Community Development Association (PDA) and the James Clark Foundation, the big classroom where students recite teachers' words without understanding them does not exist. At this school, the world of knowledge is open to all and all should be supported to reach their full potential. As such, students' thirst for knowledge comes first. Taken as humans who need guidance to get their desired knowledge, the students make a decision with teachers about a single subject to be studied in a 10week semester without any textbooks. And included in the curriculum are courses designed for the unprejudiced learning of the world around them like fishing and rice growing.

Everyday, the 230 students, all livฌing in a 40km radius and enrolled under a draw, start the day with meditation to draw their attention to activities like writing, skills learning, digital research, and art and music. In whatever they do, the students get no scores to avoid comparison at the end of semesters. There is no test, as the school adopts a new educational paradigm whereby students learn that everyone is equal and can be a great person, and that learning is not just for life but learning is life. Homework is given in small volume only to ensure their responsibility.

Doubts emerged as to how stuฌdents would fare in national tests with the unconventional teaching method.

"Our students' ONet (ordinary national education test for Grade 6 students) score is 10 points above the national average," said the principal, Wichien Chaiyabang.

"We don't take government tests seriously, though. Testing is just one of 10 evaluation methods. Students fail in a test but they may prosper in unknown areas.

"Our goal here is to show all that this demonstration school can create better students than public schools at relatively similar budgets. From this small school, we aim to create a butterfly effect. I believe that this will influence both students and teachers."

Against Bt700,000 per head per year at international schools, the average cost of this school is Bt36,000.

Wichien did not hide the fact that it is extremely difficult to achieve the school's goals.

It starts with teachers who must share the goal. Only 16 teachers were selected from 700 applicants, and they are hired regardless of grades as their view of life, enthusiasm, and experience matter more.

"Grades are nothing. It's sad that people can graduate whenever they pay the tuition fees," the principal said.

Teachers must treat students fairly and promote their best talents. They must fail no student, as all should have positive selfesteem and keep improving themselves. To keep the goal intact, the teachers are required to attend a weekly meeting, which can be chaired by any of them. At the meeting, they share their experiences, so that good solutions can be adopted by others.

New teachers must work under existing teachers' care, and after a year of training they are ready to teach the students, 70 per cent of whom are the children of local farmers.

The school was evaluated by the University of Tasmania in Australia, which found that its efficient teaching and learning method was at the same level as international schools. Throughout six 6 years, the school has welcomed a number of visitors, local and foreign, including Prime Minister Abhisit and former PM Thaksin Shinawatra. About 1,000 teachers come to the school for training every year.

But in its seventh year, the James Clark Foundation has stopped its funding and the school has had to raise their own funds. Aside from donations and a school shop which for three years has sold over 10,000 school Tshirts, the company that owns the school has a publishing house. With 10 items in the market now, the publishing house plans to make available about 3040 teaching patterns.

Despite the hard work, the principal is pleased with the result.

"I'm extremely happy, observing the children's talks and their presentations. The school will never charge tuition fees. [Despite the financial hurdles], we will stay. We can, with quality products."
http://www.nationmultimedia.com/2009/09/28/national/national_30113173.php#