ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารจากสวรรค์

 
     วันหนึ่งผมเดินดูและทักทายกับเด็กๆ ที่กำลังนั่งกินข้าวกลางวันกันอยู่อย่างเอร็ดอร่อย ผมบอกเด็กๆว่า “วันนี้เราได้กินอาหารที่มาจากทะเลด้วย” เด็กๆ มองดูอาหารในถาดซึ่งเป็นต้มยำไก่ และผัดบวบใส่ไข่ แล้วเริ่มเขี่ยดูว่าในอาหารมีอะไรมาจากทะเลบ้าง ทุกคนต่างก็สงสัยว่ามีอะไรมาจากทะเลต่างคนก็ต่างตอบไปต่างๆ นานา แต่แล้วก็มีผู้เด็กชายคนหนึ่งบอกว่า “ผมรู้แล้วว่าอะไรที่มาจากทะเล น้ำไงครับ น้ำจากทะเลกลายเป็นเมฆ แล้วกลายเป็นฝนตกในแม่น้ำ แล้วคุณป้าแม่ครัวก็เอามาทำเป็นน้ำแกง”
      ผมจึงถามต่อว่า “แล้วอาหารจากพื้นดินล่ะ”
      “บวบค่ะ” เด็กๆ ตอบได้ทุกคน
      “ไม่ได้มีเท่านี้นะ วันนี้เรายังได้กินอาหารจากสวรรค์ด้วย” เด็กๆ นิ่งครุ่นคิดกันใหญ่ว่าอะไรคืออาหารที่มาจากสวรรค์
      การที่เด็กๆ รู้สึกได้ว่าสิ่งต่างๆ สัมพันธ์กัน เชื่อมโยงกัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ เป็นการลดอัตตาได้ทางหนึ่ง ทำให้เด็กๆ รู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองไม่ใช่ศูนย์กลางที่ทุกๆ สิ่งต้องมาสนอง แต่ตัวเองเป็นเพียงหนึ่งในห่วงโซ่ที่มองไม่เห็น ทั้งยังได้เห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ เราสามารถหยิบฉวยสิ่งที่อยู่รอบตัวมาทำกิจกรรมเพื่อให้เด็กๆ เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ได้ง่ายๆ เช่น
      เมื่อเห็นกิ้งกือก็ให้เด็กๆ วาดความเป็นกิ้งกือออกมา ครูตั้งคำถาม “สิ่งเราเหมือนกันกับกิ้งกือคืออะไรบ้าง หรือ ทำไมโลกเราจึงต้องมีกิ้งกือ” แล้วปล่อยให้เด็กๆ ได้ตอบกันอย่างอิสระและให้ได้รับฟังคำตอบของกันและกันด้วย โดยครูไม่จำเป็นต้องบอกคำตอบออกไป
      ให้เด็กๆ นั่งตามลำพังใต้ต้นไม้เพื่อฟังสิ่งที่ต้นไม้บอกเล่าแล้วเขียนออกมา
      กิจกรรมเห็นฉันในเธอและเห็นเธอในฉัน โดยให้เด็กๆ จับคู่แล้วนั่งหันหลังพิงกันให้คนหนึ่งวาดภาพอะไรก็ได้ลงในกระดาษของตนเองแล้วบรรยายให้อีกคนวาดตามลักษณะที่ได้ยิน หรือ ให้ต่อตัวต่อให้เหมือนกันทุกประการโดยไม่ให้ดูแต่ฟังจากคำบอกเล่า หรือ ให้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากันและขยับกายแบบเดียวกันเสมือนภาพสะท้อนในเงากระจก หรือ ให้ทั้งคู่ค้นหาว่าอะไรที่ทำให้มีความสุขหรือทุกข์เหมือนกัน
      การที่เด็กๆ เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ กับตัวเอง ยังนำไปสู่ความศรัทธาและนอบน้อมต่อสรรพสิ่ง
      การที่จะทำให้เด็กๆ เห็นความเต็มในความว่างเปล่า หรือ การเห็นสิ่งต่างๆ ในตัวเองต้องอาศัยการมีสติรู้ตัวที่พรั่งพร้อม ขณะที่มีสติจดจ่อกับปัจจุบันการใคร่ครวญด้านในก็จะเกิดขึ้นเพราะในช่วงขณะนั้นสิ่งรบกวนข้างนอกก็จะไม่เข้ามา การฝึกให้เด็กๆ มีสติไม่ได้หมายถึงการนั่งสมาธิเท่านั้น กิจกรรมอื่นๆ เช่น การเดินตามรอยเท้าที่อยู่บนพื้น การใช้ไม้ยาวๆ ขีดเส้นบนพื้นแล้วให้เด็กๆ ขีดเส้นซ้ำรอยเดิม การส่งแก้วที่มีน้ำที่อยู่เต็มต่อๆ กัน การติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย การติดตามเรื่องราวที่ครูเล่า การเล่าเรื่องต่อกัน การทำโยคะ การแสกนร่างกาย ซึ่งกิจกรรมจะต้องไม่ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามหรือกำลังถูกควบคุม    ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่จะนำเด็กไปสู่การมีสติ ครูต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอเช่นกันเพื่อให้น้ำเสียง จังหวะการพูด หรือจังหวะการเคลื่อนไหวทางกายภาพของครูสามารถดึงความสนใจของเด็กๆ กลับมาสู่การมีสติได้เสมอ
         .....แล้วเราก็จะได้ลิ้มรสชาติอาหารที่มาจาสวรรค์...

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฤดูกาลอันดีงาม


ความทรงจำเรามักจะโยงด้วยความรู้สึกอะไรบ้างอย่างเสมอ เช่น ความรู้สึกปราบปลื้มปีติ ความอบอุ่นปลอดภัย ความกลัว ความประหม่า การเสียหน้า เป็นต้น เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ได้โยงกับความรู้สึกใดๆ เราก็จะลืมเลือนไปอย่างรวดเร็ว
กลางเดือนพฤษภาคมความทรงจำกับช่วงเวลาของการเปิดเรียนปีการศึกษาใหม่เวียนมาอีกรอบ แม้จะผ่านมาหลายปีแต่เรายังจำได้ว่าวันแรกที่ไปโรงเรียนนั้นเป็นอย่างไร อาจจะใช้เวลาตอนนี้สักนาทีเพื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น นั่นจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับฤดูกาลเปิดเรียนปีนี้มันทำให้เรารู้สึกอึดอัด และหมองเศร้า
    เราแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่ได้
แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนอันหนักหน่วงต่อเราว่าจะต้องใส่ใจและจริงจังที่จะให้การศึกษาที่ดีกับเด็กๆ ยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ซ้ำรอยอีก
การศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนโดยต้องมุ่งสร้างความดีงามให้เกิดขึ้นในใจของคนเป็นเป้าหมายหลัก เราไม่ได้อับจนความรู้ แต่เราอับจนปัญญาความดี คนในสังคมยังมองการศึกษาคือการเรียนในโรงเรียนหรือในสถาบันการศึกษา มองเป้าหมายความสำเร็จของการศึกษากันที่วุฒิและความรู้ ในศตวรรษที่ผ่านมามนุษย์ได้ขยายขอบเขตความรู้ออกไปไกลกว้างใหญ่ไพศาล แต่ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมันทำให้ค่าเฉลี่ยความสุขของมนุษย์สูงขึ้นกว่าเมื่อห้าสิบปีก่อนหรือไม่ กลับกลายเป็นว่าขณะที่สมองพองโตขึ้นแต่หัวใจกลับลีบเล็กลง
การศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคน นั่นคือ มนุษย์โตเต็มวัยทุกคนมีหน้าที่ที่จะให้การศึกษาที่ดีกับมนุษย์เยาว์วัยทุกคน
วันเปิดเรียนแล้ว เด็กๆกว่าแปดล้านคนกำลังเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ ทั้งหมดคือความหวัง
สมองของเด็กเรียนรู้ตลอดเวลาผ่านประสาทสัมผัสรับรู้ที่ตื่นตัว เด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบอากัปกริยา การพูด การแสดงออก วิธีคิด ความเชื่อ จากคนในครอบครัว จากคนในสังคม จากนักสื่อสาร จากผู้นำประเทศ เด็กๆรับรู้จากสื่อภายนอกมากกว่าในห้องเรียนโดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ ที่ถั่งโถมเข้าใส่ทุกลมหายใจเข้าออก ข้อมูลมากมายมหาศาลทำให้พวกเขาต้องพยายามจับต้นชนปลายสิ่งที่รับรู้เหล่านั้นเพื่อแปลความสู่ความเข้าใจด้วยตัวเอง เราอาจจะโชคดีถ้าเด็กๆ ทั้งหมดแปลความหมายสู่สิ่งที่ดีงามและเลือกที่จะคิดและเชื่อในทางที่ดีงาม แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามผลจะกลับกัน
การนั่งรอโชคช่วยนั้นไม่ใช่ทางเลือก เราคงทุกคนต้องเริ่มทำ หันหาทิศทางที่ถูกทาง สร้างเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะมุ่งสร้างคนให้ดีก่อนให้เก่ง จากนั้นก็จดจ่อกับทิศทางนั้นเสมอแล้วก็ทำอย่างไม่ลดละ ช่วยกันสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในแต่ละคนเพื่อให้เกิดความสุขมวลรวม เมื่อมีโอกาสหรือช่องทางก็สื่อสารความดีงามให้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดเราต้องปฏิบัติกับแด็กๆอย่างมนุษย์คนหนึ่ง ให้ทุกคนได้รับคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งนั่นไม่จำเป็นต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือมาจากที่ไหนเพราะเรามีเครื่องมือที่มีค่าที่สุดอยู่แล้วในตัวเราทุกคน นั่นคือหัวใจที่ดีงาม
                            ---ขอกำลังใจทั้งมวลให้ครูและผู้ปกครองทุกคน----------

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ดวงตาที่มองโลก



ยามเช้าวันที่ 19 เมษายน ผมยืนมองผู้คนนอกหน้าต่างห้องพัก  
แม่กับลูกสาววัยสามขวบอยู่ที่สวนหลังอาคาร
“แม่คะทำไมหญ้ามันเปียก” เด็กหญิงวัยสองขวบเจื้อยแจ้วถามขณะที่ใช้มือแตะที่พื้นเปียก
“เพราะน้ำค้างค่ะ” แม่ตอบด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“น้ำทำไมจึงค้างล่ะคะ”
ไม่มีคำตอบ แม่ยังปั่นจักรยานสำหรับออกกำลังกายด้วยจังหวะปกติ
สักพักเด็กหญิงก็พูดขึ้นกับดอกหญ้า “ดอกหญ้าเล็กๆ นี่สวยจัง”
“ดูหนอนด้วยนะลูก” แม่ซึ่งเฝ้าดูอยู่สำทับ
“มันน่ารักด้วยนะคะแม่”
“อย่าไปแตะเดี๋ยวใบหญ้ามันทิ่มเอา” น้ำเสียงแม่ออกจะกังวล
ลูกสาวรามือจากยอดหญ้า “โอโฮ ก้อนหินนี้สูงจัง หนูปีนได้ไหมคะแม่”
“ไม่เอาลูกมันลื่นเดี๋ยวตกแขนหัก”
“ก็หนูอยากลื่นนะ”
“เอ๊ะ ดื้อจริงลูกคนนี้ มาไปวิ่งกับแม่ดีกว่า” แล้วแม่ลงจากจักรยานเข้ามาจูงลูกสาวและออกวิ่งจากไป แต่ผมยังแว่วได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวที่ตั้งคำถามจากสิ่งที่พบเห็นบนรายทาง

เด็กกับผู้ใหญ่มักมองโลกด้วยดวงตาที่ต่างกัน
เด็กเฝ้ามองอย่างกระหายที่จะเรียนรู้จริงผ่านประสาทสัมผัสทั้งมวล

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

สร้างจิตดวงใหญ่ ด้วยรักแบบไม่มีเงื่อนไข

     
เรามักได้ยินสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ
“อย่าทำอย่างนั้น ไม่งั้นแม่จะไม่รัก”
“อยากให้พ่อแม่รัก  ต้องตั้งใจเรียนสิลูก"
“ถ้าลูกสอบได้อันดับดีๆ จึงจะพาไปเที่ยว”
“เด็กๆ ต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจฟังครู ครูจึงจะให้ดาวความดี”
“เด็กๆ จะได้ฟังนิทานก็ต่อเมื่อส่งการบ้านทุกคน”

      แม้ทั้งหมดจะเป็นพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่กลับเป็นความรักที่มาพร้อมกับเงื่อนไข ที่ต้องแลกกับแบบต่างตอบแทน เสมือนเด็กๆ ไม่มีคุณค่าพอที่จะให้เรารักแบบไม่มีเงื่อนไข

      การที่รู้สึกว่าจะไม่ได้รับความรักนั้นทำให้มนุษย์อ่อนไหว เมื่อเด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่เล็กถึงวิธีการสร้างกับดักอันชอบธรรม โดยการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาต่อรองเพื่อแลกกับความรัก เงื่อนไขทั้งที่เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมจึงกลายเป็นตัวกลางที่สำคัญระหว่างคน แล้วความปรารถนาดีต่อกันอย่างบริสุทธิ์ก็น้อยลง

      เราควรตระหนักที่จะเริ่มต้นรักอย่างไม่มีเงื่อนไข  และพยายามหาวิธีที่จะไม่ทำให้เงื่อนไขที่เราสร้างขึ้น(อาจโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)ถูกเพาะเลี้ยงไว้ภายในเขา  เพื่อจะรับประกันได้ว่าเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะมีจิตดวงใหญ่ที่สามารถบรรจุผู้คนมากมายไว้ในนั้นด้วยความรักที่ปราศจากเงื่อนไข  เหมือนทะเลที่รองรับได้ทุกสิ่ง

แล้วกำแพงมายาที่กั้นเราอยู่ก็จะพังทลายลง

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

นอกไข่แดงคือการเรียนรู้


ภายในไข่แดงคือขอบเขตของความปลอดภัย เป็นการทำงานของโหมดปกติ ด้วยความเคยชิน เป็นการดำเนินชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันแบบไม่ต้องคิดใคร่ครวญให้มาก เช่น ตื่นนอน เราเข้าส้วม นั่งถ่าย ฉีดสายชำระ แปรงฟัน รดน้ำต้นไม ขับรถไปที่ทำงาน ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างอัตโนมัติ

แต่การออกนอกเขตไข่แดง จะทำให้เราได้ไตร่ตรองครุ่นคิด เพื่อโยงสิ่งที่พบพานใหม่กับประสบการณ์ที่มี มวลประสบการณ์ทั้งหลายจะโยงใยเพื่อเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาใหม่ที่เข้ามา

เช่น ตอนที่เราไปเที่ยวทะเล เราเรียนรู้การหายใจด้วยปากเมื่อต้องใช้สน็อกเกิ้ล ความไม่เคยชินแรกๆ อาจทำให้บางครั้งสำลักน้ำ แต่เมื่อเราลองทำครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็สามารถดำน้ำดูปะการังที่สวยงามนั้นได้ ซ้ำเรายังสามารถปรับแต่งอุปกรณ์ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเอง ความยากก่อนหน้านั้นกลายเป็นเรื่องง่ายๆ

ลูกไก่สามารถมีชีวิตอยู่ได้สี่ห้าวันหลังจากฟักโดยไม่ต้องกินอะไร ทั้งนี้เพราะไข่แดงที่ติดตัวมา หากมันไม่หัดคุ้ยเขี่ยและจิกกินอาหารตั้งแต่วันแรกๆ ที่ฟักออกมา ไม่กี่วันเมื่อไข่แดงหมดมันก็จะง่อยเปลี้ยและตายไป

โหมดอัตโนมัติ หรือ การอยู่ในไขแดงเองก็ใช้ประโยชน์สำหรับการดำรงอยู่ได้อย่างจำกัด เพราะในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างยิ่งนี้ การออกจากไข่แดงอยู่เนืองๆ จะเกิดการเรียนรู้อยู่เสมอๆ นั่นจะขยายขอบเขตไข่แดงของเราเองให้กินขอบเขตมากขึ้น ซึ่งพอจะรับประกันได้ว่าเราจะยังอยู่ในโลกได้อย่างไม่ลำบาก

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

สเตียรอยด์ ดัชนีการเรียนรู้ของคนในชาติ

สเตียรอยด์ คือชื่อเรียกของกลุ่มฮอร์โมนที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไตภายในร่างกายของคนเรา สเตียรอยด์ที่ถูกสร้างหลักๆ มี 2 ชนิด คือ โคติซอล(Cortisol) และอัลโดสเตียรอยด์(Aldosterone)
ต่อมาในวงการแพทย์แผนปัจจุบันได้สร้างสารสเตียรอยด์สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาตัวยาบางชนิดให้แรงขึ้น ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกร แต่ด้วยคุณสมบัติที่ดีในการรักษาสารพัดโรค ไข้สูงสามารถฉีดให้ไข้ลดได้ในเข็มเดียว เป็นผื่นแพ้ไม่มีสาเหตุก็ทาให้หายได้ ปวดเส้นปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระ ดูก ก็ฉีดหรือกินให้หายได้ หรืออาการอื่น ๆ การหายได้

ดังนั้นการนำยานี้มาใช้จึงแพร่หลายอย่างไม่อาจควบคุมได้จริง เราอาจหาซื้อได้ง่ายในรูปของยาลูกลอน ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาพระ ยาต้ม ยาหม้อ ยาชุด ที่มีขายตามตลาดสด คนมีเร่ขาย ขายตามเวทีมายากล โฆษณาตามสถานีวิทยุ หรือแม้กระทั้งในคลินิก ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย

สเตียรอยด์มีโทษ คือ เมื่อใช้ติดต่อกันนานเกินไป จะเกิดอาการที่เรียกว่า Cushing's syndrome คือ
มีอาการบวม ท้องลาย ความดันโลหิตสูง อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่าย กดการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันในลูกตาสูงขึ้นทำให้เป็นต้อหิน โพแทสเซียมในเลือดต่ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ นอกจากนี้แล้วยังทำให้ประจำเดือนผิดปกติหรืออาจไม่มีประจำเดือน และความรู้สึกทางเพศลดลง กระดูกบาง เลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื่องจากสเตียรอยด์ไปทำให้ผนังกระเพาะอาหารและลำไส้บางลง

และผลเสียที่เลวร้ายที่สุด คือ สเตียรอยด์จะกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย บดบังอาการติดเชื้อต่างๆ เมื่อร่างกายติดเชื้อก็จะไม่มีอาการเจ็บไข้ให้เห็น ทำให้ดูเหมือนสบายดี และเนื่องจากสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันของร่างกายเอาไว้

ทั้งที่จริงต้นเหตุของความเจ็บป่วย คือการดูแลรักษารักษาสุขภาพ โดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประ โยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็คงไม่ต้องถึงปลายทางที่จะต้องเสี่ยงกับการใช้สารสเตียรอยด์

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยถูกทำให้ใช้สารสเตียรอยด์เพราะไม่รู้ หรือไม่ก็ใช้ไปโดยไม่รู้ผลข้างเคียง แต่คนที่รู้จักสารนี้ดีจำนวนหนึ่งยังแอบใช้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของตนต่อคนอื่น อาจจะเพื่อให้ได้ผลกับการรักษา และ/หรือ เพื่อผลประโยชน์ที่จะได้มาอย่างง่ายดาย

ทั้งหมดนี้ สามารถแก้ไขด้วยการเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของคนในชาติ(ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการปฏิรูปการศึกษา) และ เป็นสมรรถนะการเรียนรู้ที่รวมเอาความรู้สึกรับผิดชอบต่อตนเองและต่อคนอื่นเข้าไปด้วย

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมล็ดพันธุ์ของวันพรุ่ง

กลางเดือนมีนาคมวันสิ้นปีการศึกษา พี่ๆ ชั้น ป.6 เพิ่งจบจากไป
นักเรียนชั้นอื่นก็ปิดเรียน โต๊ะเรียนว่างเปล่า
ห้องเรียนก็เงียบเหงา
ความเงียบได้กลืนกินทุกอย่างในโรงเรียน เหมือนโลกได้หยุดหายใจลงชั่วขณะ
แต่ความเงียบก็ไม่อาจทนอยู่นาน
เมื่อยอดอ่อนของต้นจานได้ผลิออก ดอกอินทนิลก็ค่อยๆ แย้มบานเช่นกัน
ฉับพลันนั้นบทเพลงอันเพราะพริ้งจากการขับขานของจักจั่นเรไรก็ดังระงม
วันนี้ ....ไม่ใช่การจากลา
แต่เป็นวันแห่งฤดูกาลใหม่ที่กำลังเริ่มต้น
เธอเป็นความหวัง
เพราะเธอคือเมล็ดพันธุ์ของวันพรุ่ง