ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ความฉลาดภายนอก(ต่อ)



ความฉลาดภายนอกต่อจากสัปดาห์ก่อนอีกอย่างคือ  ความฉลาดทางด้านสติปัญญา (Intellectuals Quotient)
ความฉลาดด้านนี้เป็นการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ  เพื่อให้เข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  ซึ่งประกอบด้วยความรู้มากมายหลายแขนงที่จะใช้ในการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพ    ความฉลาดด้านสติปัญญามักมองในมุมของความรู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด   แต่การมุมมองเฉพาะด้านความรู้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ    ความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ขยายขอบเขตได้     ความฉลาดทางด้านนี้ต้องไปไกลกว่าความรู้คือไปถึงความเข้าใจ    เพราะเมื่อไปถึงความเข้าใจแล้วเราก็จะเห็นถึงความเชื่อมโยงของสิ่งต่างที่โยงใยกันอยู่  โดยที่เมื่อกระทำกับสิ่งหนึ่งก็สะเทือนถึงอีกสิ่งหนึ่ง    แล้วตอนนั้นเราจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ  เหล่านั้น   ในที่สุดก็จะเกิดความยินดีและความพอใจกับความเป็นไปซึ่งจะทำให้เป็นผู้ที่มีความสุขได้ง่าย   นอกจากความเข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์แล้วความฉลาดด้านสติปัญญายังรวมถึงการได้เครื่องมือทั้งที่เป็นทักษะชีวิตและทักษะสำหรับอนาคต เช่นทักษะการเรียนรู้  ทักษะการคิดหลายๆ ระดับ    ทักษะทางICT  ทักษะการจัดการ  ทักษะการสื่อสาร  และ ทักษะการเป็นผู้ผลิตปัจจัยในการดำรงชีวิต เป็นต้น 
บทบาทของโรงเรียนต่อการสร้างความฉลาดด้านสติปัญญา
การออกแบบหลักสูตรและการสอนจะต้องเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มากกว่าแค่การรับรู้   ออกแบบหน่วนการเรียนรู้อย่างบูรณาการ   ทั้งบูรณาการสหวิชา(เชื่อมกลุ่มสาระ) และ บูรณาการในกลุ่มสาระจะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้เข้มแข็ง  ถ้าถามว่า “ทำไมต้องบูรณาการ ?”   เหตุผลสำคัญคือเมื่อเราแยกส่วนของสิ่งต่างๆ  เราจะพบว่าสิ่งนั้นพร่องไป  ขาดความสมบูรณ์   แม้แต่ร่างกายเราก็เช่นกัน  เช่นเมื่อเราไปตรวจวัดสายตาเราจะพบว่าตาแต่ละข้างสั้นยาวไม่เท่ากัน  แต่พอประกอบกันทั้งสองข้างก็ทำให้การเห็นสมบูรณ์ขึ้น  หรือถ้าเราวิ่งขาเดียวเฉพาะข้างที่ถนัดก็จะพบว่าเราวิ่งได้ช้ามากเมื่อเทียบกับการวิ่งสองขาที่รวมเอาข้างที่ไม่ถนัดเข้าไปด้วย   ในป่าที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชจะพบว่ามีความหลากหลายของพันธุ์สัตว์อยู่ด้วย  ดิน น้ำ อากาศ บริเวณนั้นก็สมบูรณ์ไปด้วย  ซึ่งจะต่างอย่างชัดเจนกับแปลงปลูกยูคาลิปตัส หรือแปลงปลูกพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ    วิชาความรู้ก็เช่นกันเราไม่สามารถใช้อย่างโดดๆ ได้ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งจำเป็นจะต้องใช้ศาสตร์ศิลป์หลายๆ อย่าง   การออกแบบหน่วยบูรณาการจะช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นและได้ใช้ชุดความรู้ได้อย่างแท้จริงตั้งแต่ต้น
กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL) เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจต่อปรากฏการณ์ต่างๆ และได้เครื่องมือที่เป็นทักษะไปพร้อมกัน   นักเรียนจะเป็นผู้ระบุปัญหาที่ประสบอยู่แล้วแสวงหานวัตกรรมเพื่อลงมือในการแก้ปัญหานั้นด้วยตนเอง
ขั้นตอนการเรียนรู้
1. การเผชิญปัญหา  จากสภาพจริง (ข้อมูลปฐมภูมิ  เป็นปัญหาที่เผชิญอยู่ในตัวคน ในชุมชน ในสังคม ที่จะส่งผลสู่อนาคต) หรือ สภาพเสมือนจริง (ข้อมูลทุติยภูมิ )
2.  การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเรียนรู้    โดยการอำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ภายในของแต่ละคน และ  การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สูงขึ้น  อย่างเป็นองค์รวม  ทั้งองค์รวมภายในคนคนหนึ่ง และ องค์รวมที่เชื่อมสัมพันธ์กันอยู่ในระบบใหญ่    ขั้นตอนการเรียนรู้มีดังนี้
          1.  ขั้นชง      เป็นขั้นของกระตุ้นให้เกิดการปะทะจริงทางประสาทสัมผัส   ทางความคิด หรือ ความรู้สึก โดยการสืบค้น  ทดลอง  ปฏิบัติ  เกิดความรู้ความเข้าใจระดับบุคคลจากข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ  ขั้นตอนนี้ครูต้องตั้งคำถามเก่งเพื่อจะปลุกเร้าความใคร่รู้ในตัวผู้เรียน
          2.  ขั้นเชื่อม   เป็นขั้นของการแลกเปลี่ยน และ ตรวจสอบ    เป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองรู้กับสิ่งที่คนอื่นรู้   ทั้งยังได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แต่ละคนพบเพื่อการมองเห็นรอบด้านของข้อเท็จจริง   ขั้นตอนนี้ยังลดความอหังการ์ในตัวรู้   ในขณะเดียวกันโครงสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจก็จะก่อขึ้นในสมอง  ในที่สุดก็จะพบคำตอบด้วยตัวเอง   ขั้นตอนนี้ครูต้องเป็นนักอำนวยการที่จะสร้างบรรยากาศให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันอย่างแท้จริง  ไม่ผลีผลามสรุปเสียเองเพราะการทำอย่างนั้นจะเป็นการลดทอนศักยภาพการเรียนรู้ในตัวผู้เรียน 
          3.  ขั้นใช้   ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่จะทำให้โครงสร้างความเข้าใจในสมองคมชัดขึ้น    โดยการให้ผู้เรียนตอบสนองต่อโจทย์ใหม่ทันทีหลังจากขั้นเชื่อม  เช่น  การทำภาระงานหรือชิ้นงานใหม่  การทำการบ้าน หรือการปรับใช้ในชีวิตจริง เป็นต้น    ขั้นตอนนี้ครูต้องเป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถมองเห็นความก้าวหน้าหรือความขัดข้องของเด็กแต่ละคน 

กรุงเทพธุรกิจ  ISSUE67  4-10 กันยายน 2554

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หลงทางเพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีวันหมด

สถิติของวันนี้วันเดียว  พบว่าเด็กหลายร้อยคนทำแท้ง หรือถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ เหตุทะเลาะวิวาท การล่วงละเมิดทางเพศ หรือ คดียาเสพติด
หลงทางเหรอ!
แน่ ล่ะ  บางครั้งหลงทาง 
การที่เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่จึงมักทำให้เราเผลอคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่ มีวันหมด(เช่น ขณะที่เราสวยอาจจะรู้สึกว่าความสวยจะไม่มีวันหมด  ขณะที่เราแข็งแรงความแข็งแรงนั้นจะไม่มีวันหมด ขณะที่เรามีอาหารเราก็ไม่ได้คิดถึงวันที่มันจะหมด ฯลฯ)   ดังนั้นอะไรบางอย่างที่มันดูสนุก มันส์ๆ ที่ผ่านเข้ามามันจึงได้เกิดขึ้นได้ง่ายโดยที่เราเองบางครั้งก็ไม่รู้ตัว  ซึ่งมันก็เป็นได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น
ใช่ล่ะที่เราจดจำบางช่วงเวลานั้นได้ด้วยที่มันเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดี  และทำให้เราปักใจเชื่อว่าช่วงเวลาดีดีอันแสนสั้นนั้นคือชีวิตทั้งหมด  มันมีน้อยแต่รู้สึกว่ามีมาก เหมือนที่เรารู้สึกว่าเราได้เห็นพระจันทร์เต็มดวงบ่อยครั้งเสียจนนับครั้งไม่ถ้วนทั้งที่จริงเราเห็นไม่เกินคนละสามสิบครั้งในชีวิต    
เพราะเราเผลอรู้สึกว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่มีวันหมด  กว่าจะรู้ว่าหลงทางก็ต่อเมื่อบางอย่างในชีวิตได้หมดไปแล้ว

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความฉลาดทางด้านร่างกาย (Physical Quotient)


ต่อจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ผมได้กล่าวถึงว่าอะไรคือความสำเร็จของการจัดการศึกษาซึ่งแยกหยาบๆ ได้เป็นสองอย่างคือปัญญาภายนอกและปัญญาภายใน   วันนี้จะขอกล่าวถึงความฉลาดทางด้านร่างกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญญาภายนอกที่หมายถึงเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดูแลและใช้กายอย่างมีคุณภาพ  มีความแข็งแรง  อดทน อวัยวะทุกส่วนทำงานอย่างสอดประสานกัน
นับย้อยจากอดีต  มนุษย์ต้องมีร่างกายแข็งแรงกำยำถึงจะอยู่รอดได้  มนุษย์เราใช้ศักยภาพทางร่างกายเพื่อหาอาหาร  สร้างที่อยู่อาศัย  หนีภัย หรือ ปกป้องตัวเอง   ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้ร่างกายต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคนในอดีต  ตื่นเช้ามาก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาอาหาร  หรือหนีภัย  การเดินทางหรือทำกิจกรรมต่างๆ ก็มีเครื่องมือช่วยให้เบาแรง  ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับการนั่งทำงาน  เราใช้สมองกับนิ้วมือไม่กี่นิ้ว  แน่ล่ะว่าศักยภาพทางร่างกายหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกใช้จะลดทอนลง เช่น ความแข็งแรงของกระดูก  ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น  กล้ามเนื้อลีบเล็ก  ส่วนสายตาที่ใช้จับจ้องอยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์มากขึ้นก็จะสูญเสียได้ง่ายขึ้น   พฤติกรรมชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวน้อยลงและการกินอาหารที่ให้พลังงานสูงทำให้จำนวนคนเป็นโรคอ้วนมากขึ้น  โรคภัยที่รุมเร้าก็เป็นภาระที่ประเทศต้องระดมสรรพกำลังเข้าแก้ไข 
บทบาทของโรงเรียนต่อการสร้างความฉลาดทางด้านร่างกาย
1.       การออกแบบการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติให้ได้ใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย   ทั้งในแง่ของความแข็งแรงอดทน  และ ในแง่ของการทำงานที่สอดประสานกัน   ทั้งในร่มและกลางแจ้ง  
2.       ออกแบบวิถีชีวิตในโรงเรียนให้เด็กๆ มีช่วงเวลาได้เล่นหลายๆ ช่วงเวลา  เช่น  ภาคเช้า  ช่วงพักภาคเช้า  กลางวัน และ หลังเลิกเรียน
3.       ออกแบบการสอนวิชาพละศึกษาหรือกิจกรรมให้สอดคล้องกับการต้องการการพัฒนาทางด้านร่างกายของเด็กให้เหมาะสมตามวัย   
-          วัยอนุบาลควรให้เด็กได้ออกกำลังกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้แก่ ความสมดุล การทรงตัว  ความแข็งแรง ความอดทน และ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อการทำงานที่สอดประสานกันของอวัยวะต่างๆ  กิจกรรมที่เหมาะสมได้แก่  การว่ายน้ำ  กิจกรรมประกอบจังหวะ  กายบริหาร  เกม  การวิ่งเล่น  การเล่นเครื่องเล่นสนามที่ประกอบด้วยกระบะทรายเปียก  ทรายแห้ง  กระดานทรงตัว  ราวโหนหรือเชือกโหน  ชิงช้า  และ อุโมงค์มุดซ่อน  เป็นต้น
-          ระดับประถมศึกษาตอนต้น  ให้เด็กได้ออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายเพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว  ควรให้เล่นกีฬาที่ไม่มีความซับซ้อนมาก
-          ระดับประถมศึกษาตอนปลายถึงระดับมัธยม  ให้เด็กได้ออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายเพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว  เพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย  และพัฒนาทักษะทางกลไกให้ทำงานสัมพันธ์กัน  ให้เด็กได้เล่นกีฬาได้แทบทุกประเภท   
              ผมมีบทเรียนให้ต้องกลับมาใคร่ครวญในเรื่องการสอนกีฬาในโรงเรียน  สมัยผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นครูที่จบพลศึกษาโดยตรงได้สอนเราในวิชาตะกร้อไทย  ในหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราต้องเรียนวิชานี้ครูวางขั้นตอนของกิจกรรมไว้ตามแบบแผนคือขั้นของการอบอุ่นร่างกายหรือ warm up 15 นาที  ขั้นสอนหรือสาธิต 15 นาที  ขั้นลงมือปฏิบัติ 15 นาที่  ขั้นสรุปหรือwarm down อีก 15 นาที   ในชั่วโมงหนึ่งๆ ของวิชาตะกร้อผมแทบนับได้ว่าเท้าของผมโดนลูกกี่ครั้ง  ผ่านไป 20 สัปดาห์เมื่อผมเรียนจบวิชานี้ผมไม่ได้มีทักษะการเล่นตะกร้อเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีเจตคติที่ดีต่อการเล่นตะกร้อเพิ่มขึ้น และผมได้มาเพียงเกรด 1     
ในโรงเรียนนอกกะลา  เราไม่นำกีฬามาแค่สอนเพื่อให้เกรด  แต่เราใช้กีฬาเป็นเครื่องมือให้เด็กๆ ได้เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน  เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน  เพื่อเพิ่มพูนกลไกการคิดการวางแผน และ เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแรงความอดทนของร่างกาย  ที่สำคัญคือให้เด็กทุกคนได้รักในการออกกำลังกายเพื่อความมีสุขภาพดี

กรุงเทพธุรกิจ  กายใจ ฉบับที่65   21-27 สิงหาคม 2554

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความสำเร็จ


เราควรตีค่าความสำเร็จทางการศึกษาจากสิ่งใด?   เป็นคำถามที่ทุกคนต้องใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้แน่ชัดว่าเป้าหมายนั้นไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อสนองความต้องการของผู้ใหญ่เท่านั้น หรือ ไม่ได้ทำไปเพื่อเด็กคนใดคนหนึ่งอย่างโดดๆ  เราต้องมองเป้าหมายที่เป็นความจำเป็นจริงๆ ต่อเด็กและต่อโลกในอนาคตและยังต้องคำนึกถึงความเป็นองค์รวมของเป้าหมายทั้งหมดเพื่อให้แต่ละคนได้สมบูรณ์พร้อมตามศักยภาพแห่งตน  ดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีคุณค่าและปีติสุข  
ที่ผ่านมาความกระหายใคร่รู้ทำให้เราข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมมากขึ้น  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมเป็นความเชื่อใหญ่ของผู้คนให้เข้าใจว่าการศึกษาคือการสั่งสมความรู้   จึงส่งผลให้เราให้ความสำคัญกับการสอนความรู้  วัดผลจากความรู้  และตีค่าความสำเร็จโดยนัยจากความรู้  ทั้งที่ทุกคนรู้ดีว่าแท้ที่จริงเราต้องการให้ผู้คนดีงาม  อยู่กันอย่างสงบ  สันติ  เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข 
ผมเชื่อว่าเราส่วนใหญ่รู้ดีว่ากำลังเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง  และ รู้ดีว่าการที่จะปรับปรุงการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นควรทำอย่างไร  แต่เรายังไม่ได้ทำกันอย่างเต็มกำลัง    การสิโรราบหรือการยอมจำนนนั้นง่ายกว่า  มันเป็นการปรับตัวแบบหนึ่งเพื่อให้เราได้กลับมามีสมดุลอีกครั้ง  แต่สมดุลในระดับต่ำเป็นการปรับตัวเชิงถดถอย  ที่คนส่วนใหญ่เลือกวิธีนี้เพราะสมองส่วนอะมิกดาลากระโจนเข้ามาทำงานก่อนสมองกลางหรือส่วนหน้า  มันง่ายและสามารถหาเหตุผลได้มากมายมากล่าวอ้างได้อย่างสมเหตุสมผล   ทั้งที่ธรรมชาติลึกๆ ที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้ามาได้ขนาดนี้เพราะเราปรับตัวอีกแบบคือการตะลุยฝ่าอุปสรรคนานามา  ตลอดช่วงวิวัฒนาการมนุษย์ล้วนแต่ผลักดันเพื่อเอาชนะขีดจำกัดศักยภาพของเราเองเสมอ 
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงรอบด้านนี้   การศึกษาปัจจุบันจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร  เราต้องมองไกลกว่าเป้าหมายอันตื้นเขิน  มองมากกว่าความรู้  มากกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มากกว่าการมีงานทำ ฯลฯ    แต่ดูเหมือนการศึกษาซึ่งเป็น “ตัวจัดกระทำ”   จะมี  “ตัวแปรแทรกซ้อน”  มากมายซ่อนอยู่  การควบคุมผลสูงสุดจึงอยากแสนเข็ญ   การศึกษาอาจจะช่วยให้เราตระหน​ักว่าจะต้องแปรงฟันทุกวัน  หรือ ระวังอย่าให้ตัวเองพลัดต​กจากที่สูง. หรือ เราหาประโยชน์จากสิ่งต่างๆ  อย่างไร​ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างผลอย่างชัดเจนที่จะให้คนตระหนักว่าชีวิตของเรานั้นสั้นแค่ไห​น 
เราทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อม  จึงต้องทำให้ได้ดีที่สุดเหมือนกับชาวสวนที่เฝ้าดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ในสวนทุกด้านอย่างพร้อมพรั่งทั้งรดน้ำ  ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง หรือกำจัดศัตรูพืชให้ โดยหวังว่าปัจจัยที่ทำลงไปจะเอื้อให้ปัจจัยทางธรรมชาติของต้นไม้ออกผลของมันอย่างสมบูรณ์    ชาวสวนทำได้เพียงเฝ้ามองเฝ้ารอผลผลิตหลังจากที่ได้ทำทุกอย่างแล้ว
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือ โรงเรียนนอกกะลา มองเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมซึ่งประกอบด้วยปัญญาภายนอก และ ปัญญาภายใน  และทำทุกวิธีในฐานะของคนสวนที่ดี
 ปัญญาภายนอก  ได้แก่ ความฉลาดทางด้านร่างกายซึ่งหมายถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดูแลและใช้กายอย่างมีคุณภาพ  มีความแข็งแรง  อดทน อวัยวะทุกส่วนทำงานอย่างสอดประสานกัน   และอีกอย่างของปัญญาภายนอกคือความฉลาดทางด้านสติปัญญาซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้เข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น   จะประกอบด้วยความรู้มากมายหลายแขนงที่จะใช้ในการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพ   
ปัญญาภายใน  ได้แก่ ความฉลาดทางด้านจิตวิญญาณ และ ความฉลาดทางด้านอารมณ์  ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเอง(รู้ตัว)และผู้อื่นจนสามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างดี   การเห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่นหรือสิ่งต่างๆ  เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย   การเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างตนเองกับสิ่งต่างๆ  นอบน้อมต่อสรรพสิ่งที่เกื้อกูลกันอยู่   การอยู่ด้วยกันอย่างภารดรภาพยอมรับในความแตกต่าง  เคารพและให้เกียรติกัน  อยู่อย่างพอดีและพอใจได้ง่าย   การมีสติอยู่เสมอ  รู้เท่าทันอารมณ์เพื่อให้รู้ว่าต้องหยุด หรือ ไปต่อ กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่   การมีสัมมาสมาธิเพื่อกำกับความเพียรให้การเรียนรู้หรือการทำภาระงานให้ลุล่วง  และ การมีจิตใหญ่มีความรักความเมตตามหาศาล

ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ  7 สิงหาคม 2554 

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัก กับ เข้าใจ


ความรักนำมาซึ่งความเข้าใจ ความเข้าใจก็นำมาซึ่งความรัก
                เมื่อเรารู้สึกรักหรือหลงใหลอะไรสักอย่างเราจะทุ่มเทเพื่อจะเข้าถึงและเข้าใจสิ่งนั้น (ความเข้าใจคือความสามารถอธิบายได้อย่างแตกฉาน นำมาสู่การปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงตัวเอง) เช่น  คนที่รักการดื่มกาแฟเขาจะอ่าน  จะค้นคว้า  จะแสวงหาการลิ้มลองอย่างไม่รู้จักจบสิ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยย้ำเตือน  เขาจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟได้อย่างดี และ ความทรงจำในชีวิตก็มักจะเกี่ยวโยงกับเรื่องราวของกาแฟไปด้วย  เขาจะมีความสามารถในการเลือกเฟ้นกาแฟดีๆ และปรุงกินเองได้  จนในที่สุดอาจจะผสานเข้าไปในปรัชญาการดำเนินชีวิตของตนเองได้
           ไอน์สไตน์ ไม่ได้จบทางด้านฟิสิกส์  แต่รักฟิสิกส์ ไขว่คว้าศึกษาเองจนได้เป็นนักวิทยาศาสตร์เอกในโลก
            จอนห์ เลนนอน เจ้าของเพลงอมตะ Imagine  ไม่ได้จบวิชาการดนตรี  แต่รักการร้องเพลง จนได้เป็นตำนานของโลก
           บิล เกตส์ เรียนมหาวิทยาลัยเพียงปีเดียว หรือ สตีฟ จอบส์ เจ้าของแบรนด์ Apple เรียนได้เพียงไม่กี่เดือน และชื่นชอบวิชาที่เรียนวิชาเดียวคือการออกแบบตัวอักษร แต่ทั้งสองรักในคอมพิวเตอร์  จึงได้สร้างตำนานด้านคอมพิวเตอร์
           โน๊ต อุดมแต้พานิชย์ รักในการพูดและการสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คน  เขาจึงกลายเป็นนักพูดที่มีคนคอยฟังทุกปี
           พันธ์รบ กำลา  เจ้าของแฟนไชส์  ชายสี่หมี่เกี๊ยว จบแค่ ป.4 
ทุกคนที่กล่าวมาเริ่มต้นด้วยความรักแล้วความรักก็นำเขาไปสู่ความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง   รักประเภทนี้เป็น "รักที่ไม่มีเงือนไข"   ไม่คำนึงว่าจะได้อะไรตอบแทน   ไม่คาดหวังผลเกินกว่าการที่จะได้ทำ    เขาเหล่านั้นจึงมีความสุขอยู่กับการได้ทำ   
เมื่อเราเห็นคนทิ้งขยะอย่างไม่รับผิดชอบ  หรือ  คนใช้พลังงานแบบไม่บันยะบันยัง  หรือ คนตัดต้นไม้  เราอาจโอดครวญว่า  "ทำไมพวกเขาไม่ช่วยกันดูแลโลก"    ที่เขาเหล่านั้นไม่ได้รักโลกมาพอเพราะเขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ที่โยงใยกันอยู่    ถ้าเราทำให้เขาเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่โยงใยกันอยู่  ความเข้าใจนั้นจะนำเขาไปสู้ความรักได้เช่นกัน  อย่างเช่น  หญิงสาวรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงไส้เดือนแต่เมื่อเธอเรียนรู้และได้เข้าใจ ว่าไส้เดือนมีคุณค่าต่อดินเพียงใดเธอก็จะกลับมารักไส้เดือนได้    ถ้าคนๆ หนึ่งเข้าใจถึงผลเสียและผลกระทบอย่างใหญ่หลวงของการไม่มีตนไม้  ตอนนั้นเขาก็จะกลับมารักต้นไม้
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ของโรงเรียนต่างๆ  ที่ยังไม่ได้ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ    ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นยังไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรหรือสำคัญเพียงใด  หรือไม่ก็เพราะยังไม่ได้รู้สึกรักโรงเรียนนั้นๆ
เด็กบางคนอาจจะยังไม่ได้รักการเรียนทั้งนี้เพราะเขายังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าการเรียนช่วยในการสร้างผลแตกต่าง อย่างไรในอนาคต   หรือ  เด็กบางคนเรียนแล้วแต่ไม่เข้าใจบางเรื่องอย่างลึกซึ้งทั้งนี้เพราะเขายังไม่ได้รักหรือสนใจในเรื่องนั้น จริงๆ ทำให้ไม่มีความเพียรพยายามในการขนขวายเรื่องนั้นต่อ
วันหนึ่งผมให้เด็กๆ ป.5 และ ป.6 เขียนมาถามครูใหญ่  ผมได้รับคำถามมากมายกว่าสี่ร้อยคำถาม   บางคำถามก็เกี่ยวข้องกับครู หรือพนักงานของโรงเรียนฯ   เช่น   ถามว่า  "ทำไม่ป้าแม่ครัวจึงไม่ค่อยยิ้มให้เรา"  หรือ "ทำไมป้าแม่ครัวจึงตักข้าวให้เราน้อย"  ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที่แต่บ่ายวันนั้นผมเชิญป้าแม่ครัวมาที่ห้อง ป.6   ผมถามนำ เพื่อให้ป้าแม่ครัวเล่าเรื่องราวชีวิตการทำงานที่นี้ตั้งแต่เริ่มตั้งโรงเรียนว่าได้ทำอะไรบ้าง   
ป้าแม่ครัวเล่าให้เด็กๆ  ฟังว่า    “ตอนแรกนั้นยังทำกับข้าวไม่เก่งเลยต้องมาเป็นแม่บ้าน คอยปัดกวาดห้องเรียนหลังจากเด็กๆ กลับบ้าน  ล้างห้องส้วมที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็นเพื่อให้ตอนเช้าเด็กๆ  ได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาด  คอยขัดพื้นหรือผนังบริเวณที่เด็กๆ ทำเลอะเทอะไว้ ฯลฯ   เป็นแม่บ้านอยู่ราวสองปีก็มาเป็นแม่ครัวจนมาถึงปัจจุบัน    เป็นแม่ครัวจะต้องตื่นตอนตี่สามและทำงานยาวถึงบ่ายสาม  แต่ถ้าวันไหนมีแขกมาอบรมก็ต้องอยู่ยาวต่อไปถึงสองทุ่ม  จนจัดล้างจัดเก็บทุกสิ่งเสร็จ  และการยืนนานๆ ก็ทำให้ปวดขา”
  ผมถามเด็กๆ ว่า  "ตั้งแต่เข้าเรียนชั้นอนุบาล1 ถึง ป.6 แต่ละคนกินข้าวที่โรงเรียนไปกี่มื้อ"    
เด็กๆ นิ่งคิด และบางคนเริ่มตอบออกมาเบาๆ  "เยอะมาก" 
แล้วผมก็ให้เด็กๆ ทุกคนได้ขอบคุณป้าแม่ครัว    เมื่อเด็กๆ ได้เข้าใจหน้าที่อันหนักหน่วงของป้าแม่ครัวแล้ว เขาก็จะรักเป้าแม่ครัวมากยิ่งขึ้น  และคำถามที่เขาถามไว้ก็จะได้รับการตอบด้วยตัวเขาเอง  และเป็นคำตอบที่มาจากความเข้าใจ
รักเป็นที่มาของความเข้าใจ  และ ความเข้าใจก็เป็นที่มาของรัก

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

บทเรียนเพื่อการมองไกลกว่าเป้าหมายอันตื้นเขิน

ต้นปี2552 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซล  ราคาลิตรละ 42 บาท คนไทยทุกคนได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม  ครูและเด็กๆ ชั้น ป.5 จึงคิดทำน้ำมันไบโอดีเซลโดยร่วมกันพัฒนาหน่วยการเรียน "ไบโอโซฮอร์กู้ชาติ"  กว่าที่เด็กๆ จะเข้าใจและสามารถทำไบโอดีเซลสำเร็จต้องใช้เวลากว่า 5 สัปดาห์  เด็กๆ ดีใจมากที่สามารถทำสิ่งที่ไม่นึกฝันว่าจะทำได้เองให้สำเร็จได้  หลังจากนั้นเด็กๆ ก็ค้นคว้าหาวิธีการที่สามารถทำให้ได้เร็วขึ้นและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น  เมื่อเด็กกลุ่มนี้ขึ้นชั้น ป.6 โรงเรียนฯ กำหนดให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้เรื่องการประกอบการเบื้องต้น เด็กๆ กลุุ่มนี้จึงรวมกันเป็นผู้ประกอบการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว จำหน่ายให้ผู้ปกครองที่ใช้รถไถนา
  วาบความคิดตามมาเมื่อมองไกลออกไป  เรายังสอนให้เด็กๆ กระทำการเพื่อตอบสนองตัวเองอย่างกระแสบริโภคนิยม  แทนที่ที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวพ้นไปสู่การลดการใช้พลังงานลงหรือการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
   หน่วย "ขยะ" เช่นกัน  บางกิจกรรมเช่นการนำขยะมาดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อื่น เป้าหมายระยะอันใกล้ดีหลายอย่างเท่าที่ทุกคนคิดออก  แต่เมื่อมองไปไกลกว่ากลับพบว่าวิธีนั้นไม่ได้ทำให้ขยะลดลงทั้งทางต้นทางและปลายทาง  ขยะได้เปลี่ยนรูปให้จัดการได้อยากขึ้นไปอีก
   ยังมีเรื่องที่ต้องได้ใคร่ครวญกันอีกเยอะ เพื่อก้าวข้ามกำแพงของเป้าหมายอันตื้นเขิน

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จัดดอกไม้ในใจคน


การพัฒนาครู

“มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสอนความเป็นมนุษย์ได้” ครูจึงสำคัญยิ่งต่อคุณภาพการศึกษา กระบวนการรับครูไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ไม่ได้ให้ผลแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของครูจริงคือกระบวนการพัฒนาครูผ่านวัฒนธรรม องค์กร ได้แก่

- การทำ ให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน การมีความรู้สึกร่วมในเป้าหมาย และ การรู้วิธีทำให้ไปสู่เป้าหมายนั้น

- การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยผ่านการปฏิบัติงาน การสะท้อนงาน สนทนาอย่างเป็นกัลยาณมิตร การประชุมเพื่อย่อยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เป็นต้น ทั้งนี้ทีมครูรุ่นพี่ที่มีความสามารถถึงขั้นสอนผู้อื่นได้ จะมีบทบาทมากต่อการพัฒนาครูรุ่นใหม่ๆ

- การทำงานเป็นทีม คือ คิดแบบร่วมมือ ไม่ใช่คิดแบบแข่งขัน

- กรอบความคิดที่เป็นบวก เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ และการมองเห็นคุณค่าของคนอื่นหรือสิ่งอื่น

- การสร้างบรรยากาศในการทำงาน ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับครู ครูกับผู้เรียน ครูกับผู้ปกครอง

วิเชียร ไชยบัง