-ความฝันมักนำมาซึ่งความสุข
-จินตนาการหรือความเพ้อฝันเป็นไปได้เสมอ เพียงหาที่เงียบๆ และปล่อยจิตใจให้ล่องลอยเคลิ้มฝันไป เราอยากเป็นผู้วิเศษก็ฝันเป็นได้ทันที หรือ เราจะอยากจะเป็นเศรษฐี ฝันอยากเป็นเจ้าของอาณาจักร ฝันอยากเป็นครู ฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ ก็นึกฝันเป็นได้ในบัดดล
-ตอนเป็นเด็กเราทุกคนเต็มไปด้วยจินตนาการและความเพ้อฝัน ซึ่งล้วนแต่เป็นไปได้ในจินตนาการ ช่วงเวลานั้นเรามักจะพึงพอใจที่จะจมอยู่กับความสุขในโลกแห่งความฝัน
-เมื่อโตขึ้นมาหน่อย เด็กๆ ทุกคนต่างต้องได้ไปโรงเรียน แน่ล่ะพวกเขาไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะความฝันหรือเพื่อความฝัน พวกเขาถูกทำให้เชื่อว่าที่นั่นจะทำให้ฝันของrวกเขาเป็นจริง และสิ่งที่เด็กๆ ได้เห็นอย่างเจนตาคือ "ทุกคนล้วนแต่ทำเช่นนั้น" โดยไม่รู้ว่าทำไม ทำอย่างชาชินเหมือนทุกคนที่ต้องเข้าส้วมตอนเช้าหรืออะไรเทือกนั้น การไปโรงเรียนอาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเด็กสี่ขวบที่ในหัวล้วนเต็มไปด้วยจินตนาการและความฝัน
-ลองถามพวกเขาสิว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร "อยากเป็นหุ่นยนต์ อยากเป็นกระต่าย อยากเป็นหมา อยากเป็นนางฟ้า อยากเป็นนักบินอวกาศ อยากเป็นซุปเปอร์แมน อยากเป็นตู้เย็น" สารพัดที่จะอยากเป็น แล้วการศึกษาซึ่งเขาต้องอยู่ยาวนานตั้ง 20 ปี จะให้สิ่งเหล่านี้แก่พวกเขาได้ไหม?
-กลับกัน การศึกษาอันยาวนานเพียงสร้างความคิดให้กับพวกเขาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้น้อยมาก เด็กต้องทำทุกสิ่งที่ระบบการศึกษายัดเยียดให้ทำโดยที่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองฝัน ดูเหมือนทุกอย่างจะมีคำตอบเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว ทุกคนจะถุกไล่ต้อนไปในทิศทางที่กำหนด โดยใครหรืออะไรก็ไม่แน่ใจ เด็กๆ ต้องท่องสูตร ท่องสูตรคุณอันมากมายเพราะเผื่อบังเอิญอาจจะได้ใช้ตอนสอบแต่ เมื่อต้องใช้ในชีวิตจริงๆ กลับใช้เครื่องคิดเลขหรือคอมพิวเตอร์แทน หลายเรื่องที่ต้องพยายามทำความเข้าใจโดยที่ไม่อยากจะเข้าใจ ต้องทำการบ้านอันน่าเบื่อเพื่อตบตาครูทุกวัน ต้องทนถูกบ่นหรือก่นด่าเพราะอยากถูกมองว่าสำคัญ ต้องแต่งตัวซ้ำๆ อย่างน่าเบื่อ ต้องอยู่กับครูบางคนที่น่าเบื่ออย่างยาวนานเป็นปี ทุกอย่างเป็นเรื่องถูกกับผิดไปเสียหมด
-ในที่สุดก็ฝันไม่เป็นเสียแล้ว
-ที่เคยมีความฝันและมีความสุขก็หมดไป
? หรือเราควรปล่อยให้ทุกอย่างได้เป็นอย่างที่มันควรเป็น
(แนวข้อสอบครูและผู้บริหาร)
โรงเรียนควรทำอย่างไรถ้ามีเด็กหกขวบคนหนึ่งใฝ่ฝันอยากโตขึ้นเป็นหมา
ก. พยายามเปลี่ยนความคิดให้เขาอยากเป็นหมอ
ข.พยายามเปลี่ยนความคิดให้เขาอยากเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมา
ค. ปรับหลักสูตรให้เขาได้เติบโตเป็นหมาตามความใฝ่ฝัน
ง. ไม่ต้องทำอะไร ทำอย่างเดิมที่โรงเรียนเคยทำ
(ดูเฉลยท้ายเล่ม)
วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557
เรียนนอกกะลา "อาหารพื้นถิ่น"
คนจีนโบราณกล่าวไว้ว่า ดิน น้ำ แต่ละที่สร้างผู้คนแต่ละแบบ หากพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ เราจะเห็นปัญญาอันลึกซึ้ งของคนจีนโบราณที่เห็นถึ งความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กั บสิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วย อากาศ พืช น้ำ ดิน และ จุลินทรีย์
ความพยายามหลีกเลี่ยงการกิ นอาหารที่ผลิตจากระบบอุ ตสาหกรรมนั้นกลายเป็นเรื่ องยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนในปั จจุบันและอนาคตต่อจากนี้ไป ในที่สุดมนุษย์จะเป็นเพียงสัตว์ เลี้ยงในฟาร์มแห่งโลก
การสร้างการเรียนรู้เพื่อให้เด็ กได้กินอาหารพื้นถิ่นและผลิ ตเองจึงเป็นทักษะจำเป็นลำดับต้ นๆ ของทักษะศตวรรษใหม่ เพื่อการดำรงอยู่ด้ วยความหลากหลายอย่างสมดุล
อาหารเย็นวันนี้คืออาหารชั้นสูง แกงลูกตัวต่อหัวเสือกับหน่อไม้ ดอง อาหารที่ให้โปรตีนชั้นสูงและจุ ลินทรีย์จากหน่อไม้ดอง ลูกหรือตัวอ่อนของต่อหัวเสือก็ คือหนอนดีๆ นี่เอง กว่าจะสอยรังของมันลงมาได้ จากยอดไม่สูงลิบลิ่วก็ต้องเสี่ ยงเป็นเสี่ยงตาย ส่วนเนื้อในของตัวอ่อนนั้นรสนุ่ มรื่นลิ้นตอนที่เราขบตัวอ่อนให้ แตกกลั้วกับรสอมเปรี้ยวของหน่ อไม้ดองก็จะได้รสชาติกลมกล่ อมระเริงปากยิ่งนัก อีกอย่างคือจิ้งโกร่งคั่วที่ขุ ดจากรูดินยามเมื่อโตเต็มวั ยตอนเดือนเก้าเดือนสิบ คั่วสุกแล้วเคี้ยวกรุบกรอบรสมั นติดกลิ่นเถื่อนของแมลงใต้ดิน
ความพยายามหลีกเลี่ยงการกิ
การสร้างการเรียนรู้เพื่อให้เด็
อาหารเย็นวันนี้คืออาหารชั้นสูง แกงลูกตัวต่อหัวเสือกับหน่อไม้
เรียนนอกกะลา
ญี่ปุ่น
ฤดูร้อน ปี 2014
ณ
ร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง Sendai หลังสถานีรถไฟชินคันเซ็น
(ใกล้โรงแรม ANAHoliday ที่เราพัก) เมืองที่ผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากเหตุสึนามิถล่มชายฝั่งเมื่อ
2012
ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 15,000 คน ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตรอกนั้นเล็กจนแขกทั้งแปดคนนั่งเบียดกันรายรอบเคาท์เตอร์รูปตัวแอลหน้าเตาปิ้งบาร์บีคิวของพ่อครัวซึ่งก็เป็นเจ้าของร้านด้วย
ตอนที่ผมเข้าไปนั้นมีที่ว่างอยู่พอดีกับแขกอีกหกคนที่นั่งอยู่ก่อน
ซึ่งพวกเขาก็ล้วนแต่ต่างคนก็ต่างมา ผมรู้สึกขัดเขินนิดๆ
ตอนที่จะนั่งลงไปชิดกับคนแปลกหน้า เจ้าของร้านและภรรยาของเขาซึ่งทำหน้าที่บริกรกับผู้ช่วยซึ่งยังหนุ่มกระทงต่างก็กล่าวคำทักทายสวัสดีผมเสียงดังพร้อมกับค้อมคำนับอย่างนอบน้อม
คนในร้านอีกหกคนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆ หน้าเคาร์เตอร์ก็หันมาค้อมคำนับเล็กๆ
ส่งสัญญาณอย่างมีไมตรี ผมเอื้อนเอ่ยทักทายตอบ กุ๊กเจ้าของร้านอายุสักสามสิบเศษยื่นเมนูมาวางอยู่ตรงหน้าผมและเฝ้ารอ เมนูภาษาญี่ปุ่นย่อมไร้ประโยชน์สำหรับผม ผมถามถึงสาเกที่เป็นต้นตำหรับของพื้นถิ่นที่นี่จากขวดสาเกเปล่าที่ตั้งโชว์อยู่บนชั้นติดผนังกว่าสิบชนิด กุ๊กเจ้าของร้านสีหน้าจริงจังตั้งหน้าตั้งตารอฟังอย่างใส่ใจเขาทำท่าครุ่นคิดคำนึงอยู่สักพัก เขาก้มลงเปิดช่องของตู้แช่สาเกเย็นแล้วก็ยกขวดสาเกแช่เย็นขนาดเบอเริ่มเทิ่มออกมาพร้อมใบหน้าปาดรอยกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาทำท่าลูบคลำอย่างทะนุถนอมพร้อมกับทำเสียงครางในลำคอตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นก่อนจะสาธยายเป็นภาษญี่ปุ่นยาวปรื๋อ
ผมยิ้มส่งสายตาบอกว่าไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้าให้ ผมบอกเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่าขอลองสักแก้วพร้อมกับทำมือทำไม้ประกอบ
พ่อครัวยิ้มอย่างปลื้มใจสุดๆ
แล้วหยิบแก้วสาเกขนาด 200cc
ขึ้นมาเทใส่จนเต็ม
ตาผมลุกโชนด้วยเพิ่งรู้แน่ชัดว่า เราคงเข้าใจผิดกันอย่างมหันต์เพราะผมหมายถึงแก้วเล็กๆ
สักหนึ่งกรึ๊บเหมือนในหนังจีนนั่นต่างหาก ผมถามว่ามีเล็กกว่านี้ไหม เขาบอกว่ามีแบบเดียวราคาแก้วละสี่ร้อยเยน ดูเหมือนแขกทั้งร้านก็แอบมองผมกับพ่อครัวอย่างสงสัยใคร่รู้อยู่เช่นเดียวกัน กลิ่นสาเกหอมเย้ายวนตามแบบของสาเกเชื้อชวนให้ต้องดม รสชาติอันละมุนละไมไม่บาดคอยิ่งให้น่าหลงใหล พ่อครัวที่เฝ้าดูสีหน้าผมอยู่ก็ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นใบหน้าอันผ่อนคลายอย่างพึงพอใจของผมหลังจากจิบไปอึกใหญ่ เขาหันไปย่างบาร์บีคิวในเตาเล็กๆ
ให้กับแขกที่สั่งไว้ก่อนหน้าด้วยรอยยิ้ม
เตาถ่านอ่อนๆ ซึ่งอยู่ห่างใบหน้าผมซักแขนหนึ่งส่งเสียงฉู่ฉี่ สี กลิ่น บาร์บีคิว เนื้อไก่ หมึก ของเขาดูน่ากินอย่างสุดจะบรรยาย กระบวนท่าที่เขาสลัดเกลือใส่บาร์บีคิวก็ออกจะพิสดารคล้ายดั่งซามูไร
(บูชิโด) ตวัดดาบจาโตะ ลีลาอย่างนั้นกลับทำให้เกลือจึงถูกสลัดทิ้งเสียมากกว่า
แต่บางคราผมพานให้นึกถึงลีลาของศิลปินที่กำลังปาดสีลงบนผืนผ้าใบเสียมากกว่าการกำลังปรุงบาร์บีคิว สาเกแก้วแรกจึงหมดไปอย่างง่ายดายทั้งงดงาม
พ่อครัวหลังจากย่างบาร์บีคิวสุกพองาม ก็บรรจงจัดใส่จานพร้อมมีใบไม้ประดับ ภรรยาเป็นผู้ยกเสิร์ฟอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มอันอิ่มเอิบ ตอนนั้นผมคิดในใจว่าคนสั่งคงไม่อยากกินมากไปกว่าอยากมาอุดหนุนพ่อครัวหันมาชี้ชวนสาเกพิเศษรสใหม่ของเขา ผมก็ยอม ขวดเบอเริ่มเทิ่มที่เขายกมาวางหน้าผมดูฉ่ำไปด้วยเกล็ดความเย็น ฉลากสีแดงที่มีตัวหนังสือสีส้มอมชมพูก็รู้สึกได้ว่าน่าจะมีรสชาติพิเศษ เขายังรินให้ผมจนเต็มแก้วขนาด 200 cc รสชาติของขวดนี้กลิ่นหอมคล้ายเหล้าบ๊วยเสียมากกว่าแต่ด้วยปริมาณแอลกอฮอร์สักสิบสี่เปอร์เซ็นต์และติดรสหวานทำให้แก้วที่สองสองนี้ลื่นไหลด้วยอรรถรสที่ต่างออกไป
มีแขกบางคนบอกเช็คบิลกลับ ภรรยานำบิลใส่ถาดใบเล็กๆ มาโค้งให้สามีดูก่อนแล้วจึงอ้อมไปลงนั่งคุกเข่าให้แขกตรวจดูรายการและราคาด้วยท่าทีที่นอบน้อม
เมื่อเช็คบิลเสร็จทั้งพ่อครัว ผู้ช่วยพ่อครัว
และภรรยาพ่อครัวก็กล่าวขอบคุณเสียงดังพร้อมกับตามไปส่งที่หน้าร้าน
ผมได้ยินเสียงกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าดังลอดมาจากหน้าร้าน
แขกผู้ชายแต่งตัวดีคนหนึ่ง
เหมือนกับจะพูดเรื่องผมกับพ่อครัวก่อนที่จะหันมาทักทายผม เขาพูดภาษาอังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่นเช่นกัน เขาชี้ชวนให้ชิมอีกแบบ คราวนี้ขวดสีดำดูหนักแน่น
กลิ่นหอมของมันละมุนเหมือนขวดแรก แต่น่าจะแรงกว่า ก่อนที่ผมจะดื่มพ่อครัวยื่นบาร์บีคิวเสียบไม้ชิ้นขนาดพอคำมาตรงหน้าผมพร้อมกับเอ่ยเป็นคำสั้นว่า
Present ก่อนที่เขาจะอธิบายเพิ่มอย่างอยากเย็นที่ผมจะเข้าใจว่านี่สำหรับคนไทยคนแรกที่ได้มากินที่ร้านเขาอธิบายต่อว่าบาร์บีคิวไม้นี้ทำจากเนื้อด้านข้างของน่องไก่หมักสูตรของเขาเอง ผมลองชิมด้วยสายตาเว้าวอนรอดูของเขา เนื้อนุ่ม หอมออกรสอุมามิ รอยยิ้มตอนผมเคี้ยว
ยิ่งทำให้พ่อครัวคนนั้นพอใจยิ่ง
ตลอดเวลาที่ผมนั่งอยู่
ผมจะได้ยินเสียงพูดจากันอย่างคุ้นเคย แต่เต็มไปด้วยความนอบน้อมต่อแขกทุกคน
ทุกจานอาหารทุกแก้วที่เสิร์ฟ เต็มไปด้วยความใส่ใจด้วยสนนราคาที่ไม่แพง ร้านอยู่ในตรอกเล็กๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศของความรู้สึกอบอุ่น คืนนั้นจึงตราตรึงใจยิ่ง ผมไม่รู้ว่าดื่มไปกี่แก้ว กี่ชนิด
แต่ทุกแก้วล้วนน่าจดจำ
ตอนที่ผมออกมาทั้งพ่อครัวและภรรยาตามออกมาส่ง ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ท่าทีการตอบรับออกจะจริงจังและใส่ใจของพ่อครัวทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเราคือคนสำคัญ
หัวใจบริการอยู่ในสายเลือด ความเคารพต่อกันมีอยู่ในสายเลือด รากเหง้าที่มาจากการสั่งสมของบรรพบุรุษเมื่อหลายพันปีมาแล้ว การศึกษาของเขาอาจไม่ได้สร้างสิ่งนี้ แต่วัฒนธรรมของเขาสร้างการศึกษาที่จะธำรงสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ยาวนานได้ความมีวินัยของคนในชาตินี้เป็นที่เลื่องลือ กินเสร็จแล้ว ไม่ว่าอยู่ไหนโดยเฉพาะในที่สาธารณะต้องจัดการกับขยะเอง เดินชิดซ้ายเสมอให้คนรีบร้อนกว่าได้แซงขวา เข้าคิวเสมอแม้จะดูเป็นแถวที่วุ่นวาย แต่ทุกคนกับรู้ว่าตนเองต้องต่อใคร ตรงเวลาเสมอ
อย่างที่รถไฟชินคันเซนบางสถานีจอดรับคนเพียงสองนาทีโดยที่รถไฟเองก็มาถึงตรงเวลาและออกตรงเวลา
เคยมีคนบอกว่าไม่จำเป็นอย่าถามทางกับคนญี่ปุ่น ผมพิสูจน์ด้วยตนเองพบว่า
พวกเขาล้วนแต่ใส่ใจกุลีกุจอกับความทุกข์ของเราจนเกินไป
นี่กระมังที่อาจทำให้คนที่ถูกถามเองต้องลำบากตอนที่จับรถชินคันเซนจากเซนไดมาโตเกียวราวสองชั่วโมงกว่า เมื่อมาถึงสถานีโตเกียวซึ่งเป็นศูนย์รวมรถไฟคล้ายหัวลำโพงของไทยแต่ใหญ่มาก
มีหลายชั้น ผมต้องต่อรถไฟไปสนามบินนาริตะ ซึ่งต้องอีกราวชั่วโมงเศษ ในนั้นมีที่อยู่ที่กินที่ชอปปิ้งเต็มไปหมด
การจะหาชานชาลารถไฟสักสายไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ที่มาครั้งแรก แต่ผู้คนก็ยินดีให้เราถาม ตอบคำถามอย่างใส่ใจด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ซึ่งเมื่อผมไปถึงชานชาลาหนึ่งซึ่งไปผิด
ผมถามนี่ใช่ที่ที่ต้องรถรถไฟคันนี้ไหม
ผู้คนห้าคนบริเวณนั้นเข้ามาดูตั๋วซึ่งขึ้นมาจากเซนได และก็ใช้โทรศัพท์ของตนเองเพื่อค้นหาชานชาลาที่ถูกต้อง เด็กสาวคนหนึ่งค้นเจอว่าไม่ใช่
ต้องไปอีกฟากหนึ่ง แต่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องควบคุมให้เพื่อยืนยัน
ทุกคนดูตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนเดินทางจริงๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมานับหลายพันปี
วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557
กว่าจะเป็นครูนอกกรอบ 2
บทสัมภาษณ์ลงในหนังสือ
“รวมมิตรคิดเรื่องการเรียนรู้ประสบการณ์ภาคปฏิบัติของมวลมิตรยุคอนาล็อคและคนรุ่นดิจิทัล”
โดย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ Thailand Knowledge Park (TK park)
กฎระเบียบคือเครื่องบีบรัดจิตวิญญาณ
เมื่อโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนารับครูรุ่นแรก ในปี 2546
ครูวิเชียรและครูใหม่ได้ล้อมวงสนทนากันถึงประสบการณ์ในโรงเรียนที่ตนไม่ชอบเมื่อวัยเด็ก
เพื่อที่จะไม่สร้างเงื่อนไขเหล่านั้นให้เกิดขึ้นอีก
“เราไม่เคยเชื่อเลยว่า
การที่มายืนเข้าแถวแล้วมานั่งตากแดดฟังครูพูดตอนเช้า จะทำให้เราเป็นคนดี
เราไม่ชอบที่มีใครมาบอกว่าเรามีความรู้เท่านั้นเท่านี้ ทั้งที่เรามีมากกว่านั้น
หรือมีทักษะอื่นที่เขาไม่เห็น เมื่อเราไม่ชอบ เราก็จะไม่ทำกับเด็ก” ครูวิเชียรเล่า
มีครูจำนวนไม่น้อย ที่เข้าใจว่าการลงโทษ ดุตีด่าว่า
จะทำให้เด็กเติบโตเป็นคนดี
แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ในตัวเด็ก กรอบกติกาต่างๆ เป็นเครื่องบีบรัดจิตวิญญาณของเด็กให้ไม่กล้าเรียนรู้
และไม่กล้ายกระดับตนเองขึ้น ครูวิเชียรเชื่อว่าถ้าเด็กรู้สึกว่าตนได้รับคุณค่า จะทำให้เป็นเด็กที่กล้าแสดงออก
กล้าพูด กล้าทำ เพราะไม่รู้สึกผิด ขณะเดียวกันก็จะรู้จักการเคารพคนอื่น
รวมทั้งเคารพสิ่งรอบตัวด้วย
รูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็คือ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ไม่มีเด็กขีดเขียนตามฝาผนังเพราะมีความเคารพต่อสถานที่ เด็กรู้จักหน้าที่ของตน
มาถึงโรงเรียนตรงเวลาเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง เข้าเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ
โดยไม่ต้องมีใครบอก และโรงเรียนก็ไม่มีเสียงออดหรือเสียงระฆัง
ปัญญาภายนอก VS ปัญญาภายใน
ครูวิเชียรมองว่า
กะลาใบใหญ่ที่ครอบระบบการศึกษาไทยอยู่คือการยึดติดใน “ความรู้” ซึ่งเป็นแค่เพียงส่วนเปลือกของการศึกษา
แท้ที่จริงแล้วคุณค่าของการศึกษาอยู่ที่การก่อให้เกิดความเจริญงอกงามทางปัญญา
อันประกอบด้วยปัญญาภายนอก ซึ่งหมายถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่อยู่รอบตัว
และอีกส่วนหนึ่งคือปัญญาภายใน ซึ่งหมายถึงความเข้าใจตนเองและธรรมชาติของชีวิต
ดังนั้นเป้าหมายที่ชัดเจนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
คำนึงถึงการก่อเกิดปัญญาทั้งสองส่วน
นับตั้งแต่การเปิดสอนปีแรก
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ทดลองใช้เครื่องมือสำหรับบ่มเพาะปัญญาภายนอกหลายหลายวิถีทาง
เช่น การบูรณาการโดยใช้ Story Line ซึ่งช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างสนุกสานเพลิดเพลิน
แต่กลับไม่ได้นำพาไปสู่แก่นแท้ของความรู้ได้จริง ต่อมาก็บูรณาการโดยProject Based Learning ซึ่งเอื้อให้เด็กได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง แต่ยังไม่ได้ให้อิสระเด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนรู้
จนในที่สุดก็พบว่าแนวทางการสอนที่เหมาะสมคือการบูรณาการโดย Problem-Based Learning ซึ่งเติมเต็มเรื่องการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
ไปพร้อมกับการลงมือปฏิบัติจนเกิดทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตจริงๆ
“การนำปัญหามาเป็นสิ่งกระตุ้นในการเรียนรู้ เป็นการสร้างความเสียสมดุลในตัวเด็ก
แล้วเด็กจะหาทางที่จะรักษาความสมดุลนั้น ด้วยกระบวนการที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน
เอาทักษะและความรู้มารวมกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา
พอเขาได้แก้ปัญหาบ่อยๆ ก็จะเพิ่มทักษะ เพิ่มความเข้าใจ
ทำให้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่แข็งแกร่ง”
การเรียนรู้อย่างอิสระเริ่มต้นด้วยการให้นักเรียนได้เลือกในสิ่งที่ตนสนใจ
และคิดว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
รวมทั้งได้การออกแบบการเรียนรู้ว่าตนอยากจะสร้างนวัตกรรมอะไร
โดยมีครูเป็นผู้มีบทบาทช่วยสนับสนุนให้เด็กได้แก้ปัญหาเหล่านั้น
และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับมาตรฐานและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนปัญญาภายในซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยการพร่ำสอนของครู
ครูวิเชียรได้นำกระบวนการ “จิตศึกษา” มาใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะ
หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือ
การเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวก
การจัดกิจกรรมตามแนวคิดนี้จะมุ่งเน้นให้เด็กมีความรักที่เผื่อแผ่
เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งอื่น และมีสติรู้สึกตัวได้เร็ว
สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญงอกงามภายใน จะต้องมีลักษณะเป็นองค์กรแบบเปิด
ที่ทุกคนเรียนรู้ร่วมกัน มีอุดมการณ์ร่วมกัน เคารพกัน และมีความเป็นกัลยาณมิตร
ครูวิเชียรกล่าวถึงความสำคัญของปัญญาภายในว่า “การจะอยู่บนโลกนี้ได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมข้างนอก
แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างใน หากเราสามารถสร้างปัญญาภายในให้เข้มแข็งพอ
เด็กจะมีวุฒิภาวะและภูมิคุ้มกันชีวิต
ไม่ว่าจะมีแรงกระแทกจากภายนอกแค่ไหนเขาก็จะผ่านมันไปได้”
รื้อกระบวนทัศน์การประเมินแบบชี้ถูกชี้ผิด
เมื่อกรอบคิดทางการศึกษาข้ามพ้นไปจากเรื่องของวิชาความรู้
แนวคิดการประเมินผลแบบเดิมๆ ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ครูวิเชียรมองว่า
การประเมินผลควรจะเป็นกระบวนการยกระดับผู้เรียนให้พัฒนาไปข้างหน้า
ต่างจากเครื่องมือตัดสินเด็กโดยการให้เกรดแบบที่คุ้นเคยกันในระบบการศึกษา
“ถ้าเราประเมินความรู้
คนจะวิ่งหาความรู้ ถ้าประเมินความสวย คนจะวิ่งหาความสวย ถ้าประเมินเอกสาร
คนก็จะจัดการเรื่องเอกสาร การประเมินของประเทศไทยเป็นปัญหาต่อการศึกษา
เพราะชี้นำไปที่ความรู้” ครูวิเชียรกล่าว
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงไม่มีระบบสอบปลายภาค
แต่จะให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประเมินการเรียนรู้ของตนเอง โดยการreflection คือการพินิจอย่างใคร่ครวญ
และรับฟังเสียงสะท้อนจากครูและเพื่อนๆ ด้วยความเมตตา
ซึ่งก่อให้เกิดการประเมินและการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ถูกวัดไม่ใช่ความรู้
แต่เป็นการวัดความเข้าใจ และทักษะที่เด็กได้แสดงออกมา
“การแก้ปัญหา
การสร้างนวัตกรรม การคิดหลายระดับ การคิดเชิงตรรกะ การดูแลสุขภาพ
การดูแลสิ่งแวดล้อม การประกอบการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะมากกว่าเป็นความรู้ แม้แต่คุณธรรมก็เป็นทักษะเพราะไม่ใช่สิ่งที่เก็บไว้ในใจแล้วรู้สึกแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์แสดงออก
ทักษะเป็นพฤติกรรมที่เกิดซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ได้เสมอแปลว่า เขามีทักษะในการเรียนรู้
ถ้าเด็กสร้างนวัตกรรมได้ทุกครั้งที่ครูเสนอปัญหาให้
แปลว่าเขามีทักษะในการคิดและการสร้างนวัตกรรม” ครูวิเชียรอธิบาย
ครูอุปมาให้เข้าใจถึงการประเมินตัวบุคคลว่า “ถ้าเรายิ่งประเมินละเอียดเราจะเห็นเรื่องที่หยาบ
นั่นก็คือเราแยกสิ่งที่จะถูกประเมินจนเป็นส่วนย่อยๆ แล้วก็ดูแต่สิ่งนั้น แต่หากเราประเมินรวมๆ
ดูกลมๆ เราจะเห็นความงอกงามของเด็กได้ละเอียดใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่า
แต่ระบบการศึกษาไม่ทำอย่างนั้น เพราะจับต้องยากและไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน"
ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนทางเลือก แต่เป็น “โรงเรียนนอกกะลา”
ทุกวันนี้
เมื่อการศึกษากระแสหลักยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่แท้จริงของคนในสังคมไทย
จึงเกิดโรงเรียนทางเลือกแนวทางใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อย
ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีค่าเล่าเรียนสูง
หลายคนเข้าใจว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็เป็นหนึ่งในโรงเรียนทางเลือก
ครูวิเชียรปฏิเสธนิยามดังกล่าว
โดยให้เหตุผลว่า
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาพยายามเป็นโรงเรียนตัวอย่างเพื่อให้โรงเรียนของรัฐนำบทเรียนที่เกิดขึ้นไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
ปัจจัยต่างๆ ของที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโรงเรียนรัฐทั่วไป
เด็กได้เข้ามาเรียนโดยการจับสลาก งบประมาณต่อหัวก็ต่ำกว่า
แต่สิ่งสำคัญที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแตกต่างออกไปก็คือกระบวนการเรียนการสอน
แม้จะปรารถนาที่จะเป็นโรงเรียนตัวอย่าง
แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะสามารถเป็นแม่แบบให้โรงเรียนอื่นได้หยิบฉวยหลักสูตร
หรือแบบเรียนใดๆ ไปใช้ได้อย่างสำเร็จรูป “หลักสูตรมันเริ่มเก่าตั้งแต่เราเริ่มทำ
ถ้าครูยังติดยึดอยู่กับหลักสูตรอยู่สิบปี มันจะล้าสมัยขนาดไหน โลกเปลี่ยนไปทุกวัน
กระบวนการเรียนรู้ของครูและเด็กก็จะต้องเปลี่ยนด้วย” ครูวิเชียรกล่าว
การเรียนรู้ของครูก็เหมือนกับการเรียนรู้ของเด็ก
คือควรจะเกิดจากการลงมือปฏิบัติด้วยประสบการณ์ของตนเอง จนเกิดเป็นความเข้าใจที่แท้จริง ครูวิเชียรคาดหวังว่า “อยากให้ครูที่เข้ามาดูงานเห็นเป้าหมายใหญ่ๆ
เหมือนเรา แล้วกลับไปสร้างองค์กรการเรียนรู้ด้วยวิธีของเขา เกิดความภูมิใจในองค์กรตนเอง
ขอให้เน้นผลที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่เขาจะอยู่ในโลกอีก 10 ปีข้างหน้า
การได้เรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้เกิดชุดความรู้ใหม่ทั้งหมดในองค์กร เกิดทักษะร่วม
ความรู้สึกร่วม รู้สึกว่าฉันมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์
รู้สึกว่าเราได้ยกระดับจิตวิญญาณกันและกัน
สัมพันธภาพที่ดีและความหมายต่อการทำงานก็จะเกิดขึ้น”
วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557
กว่าจะมาเป็นครูนอกกรอบ 1
บทสัมภาษณ์ลงในหนังสือ
“รวมมิตรคิดเรื่องการเรียนรู้ประสบการณ์ภาคปฏิบัติของมวลมิตรยุคอนาล็อคและคนรุ่นดิจิทัล”
โดย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ Thailand Knowledge Park (TK park)
ตามสำนึกของคนทั่วไปย่อมเห็นว่า การศึกษาคือหนทางไปสู่การประสบความสำเร็จในอนาคต
อันได้แก่หน้าที่การงานที่สุขสบาย เงินทอง และเกียรติยศการยอมรับจากสังคม
จึงดิ้นรนแข่งขันกันเพื่อให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และได้ปริญญาสูงๆ
แต่ครูท่านหนึ่งกลับเห็นสวนทางว่า นี่คือกรอบคิดที่เป็นอันตรายต่อระบบการศึกษา
และได้สั่นคลอนมายาคติที่ฝังแน่นนี้
โดยการบุกเบิกโรงเรียนตัวอย่างที่ไม่มีแบบเรียน ไม่มีการสอบ
ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวด ไม่มีการลงโทษ ไม่จัดลำดับความสามารถของผู้เรียน
แต่เน้นพัฒนานักเรียนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งปัญญาภายนอกและภายใน
ร่วม 10 ปีแล้วที่ครูวิเชียร ไชยบัง
ได้วางรากฐานการศึกษาแนวใหม่ให้กับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์
และได้ส่งต่อแนวคิดนี้กับครูเลือดใหม่หลายต่อหลายรุ่น
กว่าจะมาเป็นครูนอกกรอบ
ตอนเด็กครูวิเชียรมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารอากาศ
ตามค่านิยมเดิมๆ ของคนชนบท ที่อยากทำงานมียศมีตำแหน่งหรือเป็นเจ้าคนนายคน
แต่สุดท้ายกลับสอบติดคณะคุรุศาสตร์ วิทยาลัยครูมหาสารคาม
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ชีวิตหันเหสู่ความเป็นครู
แม้ช่วงชีวิตในการเรียนในวิทยาลัยครูจะสั้นเพียง 4 ปี แต่การเรียนการสอน
กิจกรรมนอกหลักสูตร และความคาดหวังที่วิทยาลัยมีต่อนักศึกษาในโครงการคุรุทายาทรุ่นแรก
ก็ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณความเป็นครูจนฝังรากลึก
“ผมไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไหร่
ถูกทำทัณฑ์บน 4 ครั้ง แต่ผมก็เรียนได้ดี
อาจเป็นเพราะบุคคลิกภาพส่วนตัวที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก คือกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน”
นอกจากความใฝ่รู้แล้ว
ตัวตนที่เข้มข้นอีกด้านหนึ่งของครูวิเชียร
ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลที่ทำให้เป็นครูนอกกรอบ ก็คือความขบถและหัวแข็ง
“ผมถูกเลี้ยงดูมาโดยตา
ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ตาไม่ได้เข้มงวดมากนักจึงทำให้ผมมีความคิดที่อิสระตั้งแต่เด็ก
มักจะมีความคิดต่อต้านเรื่องราวที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เชิงเกเร
แต่หัวรั้นหัวแข็ง ผมไม่เคยแสดงออกแบบก้าวร้าว แต่จะดื้อเงียบไม่ทำตามเสียเฉยๆ
แล้วคนอื่นก็จะรู้เองว่าผมคิดอะไร” ครูวิเชียรเล่า
เมื่อเรียนครูไปจนถึงปีท้ายๆ
ครูวิเชียรเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษาของไทย
และเริ่มคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้การศึกษาไทยดีขึ้นกว่าทุกวันนี้ “ตอนนั้นผมบันทึกไว้ในไดอารี่ว่า
ทำไมเราต้องเอาทฤษฎีต่างประเทศมาใช้ตลอด ทั้งๆ ที่บางทฤษฎีมีอายุเป็นร้อยปี ผมไม่เชื่อว่ามันสามารถนำมาใช้ได้จริงๆ
แล้วผมก็อยากจะสร้างทฤษฎีการศึกษาขึ้นมาเอง จากนั้นผมก็ไม่เคยลืมมัน
ไม่ถึงกับจะทำแบบเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อมีโอกาสผมก็พยายามจะทำ”
หลังศึกษาจบ
ครูวิเชียรได้บรรจุเป็นครูที่โรงเรียนห่างไกลในจังหวัดกาฬสินธุ์
บรรยากาศที่สงบทำให้ครูใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ
อาทิผลงานของนักเขียนรัสเซียอย่างตอลสตอยและดอสโตเยฟสกี้
ซึ่งกล่าวถึงความทุกข์ยากของชีวิตและความหมายของการมีชีวิตอยู่
จากนั้นก็ได้ขยายไปอ่านงานเขียนที่มีลักษณะเดียวกัน
อย่างเช่นผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลอีกหลายคน
จากประสบการณ์การเป็นครู
ครูวิเชียรได้พบเห็นปัญหาและความล้มเหลวมากมายของระบบการศึกษา
เมื่อเห็นว่าการเป็นครูผู้น้อยยังไม่สามารถสร้างผลสะเทือนต่อระบบการศึกษาเท่าใดนัก
ก็มุ่งมั่นที่จะทำงานในระดับผู้บริหารการศึกษาเป็นลำดับต่อไป
โดยเป็นครูอายุน้อยที่สุดในเขตอีสานตอนล่างที่สอบได้เป็นผู้บริหารในปีนั้น
ครูวิเชียร เป็นผู้บริหารโรงเรียนได้ 5 ปี
ก็ถึงจุดผลิกผันที่สำคัญของชีวิต เมื่อได้พบกับเจมส์ คลาร์ก นักธุรกิจชาวอังกฤษ
ที่ปรารถนาจะสนับสนุนการพัฒนาชนบทไทยให้ยั่งยืน
ด้วยการสร้างโรงเรียนตัวอย่างที่มีคุณภาพ และเขาเป็นหนึ่งเดียวที่ถูกคัดเลือกให้ทำหน้าที่ครูใหญ่
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงถูกเลือก
แค่อาจเห็นความหวังบางอย่างในตัวผม
คุณเจมส์รู้แต่เพียงว่าอยากจะสร้างโรงเรียนดีๆ สักแห่ง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
คุณเจมส์เคยพูดไว้ว่า สิ่งเดียวที่สำคัญที่ทำให้กับโรงเรียนนี้
คือเลือกคนถูก”
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนแต่ทำเพื่อตนเอง
ความเป็นผู้นำ-หากจะดูจากการที่คนๆ นั้นทำเพื่อใคร
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนแต่ทำเพื่อตนเองทั้งนั้น
พวกเขาไม่เสแสร้งว่าทำไปเพื่อคนอื่นหรอก
แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำเพื่อความสุขทางกายของตนเอง ทั้งไม่ได้ทำเพื่อความสุขทางใจของตนเอง เพราะสิ่งที่เห็นจากผู้นำที่ยิ่งใหญ่นั้นพวกเขาเหล่าล้วนลำบากทางกาย และมีความยุ่งยากทางใจ
แต่สิ่งที่ผู้นำเหล่านั้นทำก็คือการเดินตามแรงปรารถนาจากเสียงเรียงร้องของจิตวิญญาณแห่งตน พวกเขาไม่เคยสนใจคอยนับจำนวนหรอกว่าจะมีสักกี่คนที่จะเดินตาม
พวกเขาล้วนเดินตามแรงปรารถนาแห่งดวงจิตอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิมของตนเท่านั้น
แต่ดวงจิตอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิมของเรามักหลับใหล
ทั้งไม่ค่อยมีปากมีเสียง เพราะเสียงจากการเรียกร้องของกายและใจดังกลบมันเสียหมด และดูเหมือนความปรารถนาต่อความสุขทางกายและความสุขทางใจก็ไม่รู้จักพอสักที
ผู้นำที่แท้จึงมักปิดปากกายและใจด้วยการมอบความลำปากให้แก่มัน และอดทนรอคอยสงบฟังเสียงกระซิบจากจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์เท่านั้น
เขาเหล่านั้นจึงเป็นผู้เสพแรงปรารถนาแห่งดวงจิตอันเดิมแท้ แล้วจดจ้องทำมันอย่างไม่ละวาง
ความกรุณาหรือแรงบันดาลใจที่โปรยปรายไว้ข้างหลังนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้
..
..
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บทสนทนากับ James Clark
ครูใหญ่สัมภาษณ์คุณเจมส์ เมื่อปี 2554
ครูใหญ่-- ประเทศใดที่คุณเจมส์อยากอยู่ที่สุดครับ
คุณเจมส์-- ผมไปอยู่มาหลายประเทศ
แต่ผมก็คิดว่าเมืองไทยนี่แหละคือที่ที่ผมอยากอยู่ที่สุด เมื่อผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่
อะไรที่ผมสามารถทำเพื่อตอบแทนแผ่นดินนี้ได้ ผมก็จะทำ (คุณเจมส์ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนขาดแคลนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตั้งแต่ ปี 2539-2548 เป็นเงินราว 25 ล้านบาท ให้ทุนสำหรับประกอบอาชีพสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV
ราว 5 ล้านบาท ให้ทุนในการก่อสร้างและการดำเนินงานของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันกว่า 100 ล้านบาท)
ครูใหญ่-- ไม่คิดอยากจะกลับไปอยู่อังกฤษหรือครับ
คุณเจมส์-- ในช่วงที่สังคมไทยวุ่นวาย (พ.ศ.2550-2553 มีเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย มีการชุมนุม มีการปิดสนามบิน มีการก่อเหตุความวุ่นวาย มีการวางระเบิด ) ผมถามตัวเองบ่อยครั้งว่า
“ทำไมผมต้องทนอยู่ในเมืองไทย? ”
ผมถามตัวเองบ่อยๆ และก็จะได้คำตอบทุกครั้งที่ผมได้มาเห็นโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
ผมรู้สึกดีที่มีหน้าที่ต่อที่นี่ และที่นี่ก็มีคุณค่าต่อการพัฒนาการศึกษาไทย
และมันคงช่วยไม่ให้ปัญหาที่ผ่านมาข้างต้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ครูใหญ่-- ความคิดที่อยากช่วยเหลือคนอื่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเจมส์ตอนไหน
คุณเจมส์-- ตอนเด็กๆ
คุณยายสอนผมเสมอว่าคนมีเงินต้องช่วยคนไม่มี ตอนแรกผมรู้สึกแค่ว่ามันเป็นหน้าที่อย่างที่คุณยายบอก แต่ตอนนี้ผมรู้จริงๆ แล้วว่า
การให้ทำให้ผมมีความสุข
ครูใหญ่— เรียนที่โรงเรียนในอังกฤษเป็นยังไงบ้าง
ได้ปลูกฝังเรื่องนี้มากไหม?
คุณเจมส์-- ตอนเด็กเล็กๆ
ผมเรียนอนุบาลในโรงเรียนที่ใช้ทฤษฎีมอนเตสซอรี่ ผมจำได้ว่าตอนชั้นอนุบาลนั้นครูให้อ่านอะไรซักอย่าง
แต่ผมอ่านไม่ได้ ผมได้แต่ยืนร้องไห้
ครูใหญ่--
คุณเจมส์มีความเห็นอย่างไรต่อบทบาทของโรงเรียนกับศาสนาในการปลูกฝังผู้เรียนให้เป็นคนดี
คุณเจมส์-- ในโรงเรียนต้องแยกระหว่างการศึกษาศาสนากับการส่งเสริมศาสนา
ผมเห็นว่าโรงเรียนไม่มีหน้าที่ต่อการส่งเสริมศาสนา แต่มีหน้าที่ในการให้การศึกษา เพื่อให้เข้าใจ
ให้รู้ เกี่ยวกับศาสนา พ่อแม่หรือองค์กรทางศาสนาควรจะมีหน้าที่นั้น ผมคิดว่าเด็กควรมีสิทธิ์ในการเลือก
ว่าตัวเองอยากนับถือศาสนาอะไรหลังจากที่ได้เรียนรู้ทุกอย่างแล้ว และผมก็รู้สึกว่าศาสนาเป็นเพียงสถาบัน
ทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสถาบัน
และถ้าเป็นสถาบันก็จะถูกใช้เพื่ออำนาจของใครบางคน
ครูใหญ่-- แล้วคุณเจมส์คาดหวังว่า ศาสนาควรจะให้อะไรกับคนหรือสังคม
คุณเจมส์-- ศาสนาควรจะให้คำตอบสำหรับคำถามใหญ่ๆ ของชีวิต
เช่น ชีวิตมีความหมายอย่างไร อยู่เพื่ออะไร ทำไมเราต้องเกิดมา
ครูใหญ่-- คิดว่าตนเองเป็นศาสนิกชนที่ดีไหม
คุณเจมส์-- สำหรับผมการทำอะไรต้องมีเหตุผล
แต่บางอย่างของศาสนาแค่บอกให้เราทำหรือบอกให้เราเป็นอย่างไม่มีเหตุผล
ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับศาสนาพุทธคือ มันเป็นวิธีสำหรับการใช้ชีวิตจริง เช่น การมีสติทำให้เรามีความสุข
หรือ การมีความสุขไม่ได้หมายถึงการได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนพิสูจน์ได้
บางอย่างของพุทธผมก็ไม่เห็นด้วย เช่น
คนที่นับถือพุทธก็จะยอมรับในความไม่ยุติธรรมได้โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะกรรม บางทีเราเห็นคนเจ็บป่วยหรือพิการ
เราก็จะไม่ยอมทำอะไร ไม่ยอมช่วยเหลือ ไม่ยอมแก้ไข เพราะเชื่อว่ามันยุติธรรมแล้ว มันเป็นเพราะกรรมของคนๆ นั้น
วิธีคิดแบบนี้ก็จะไม่ทำให้เราพร้อมที่จะแก้ไขหรือช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า
แต่ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องกรรม ไม่ได้เป็นแก่นของพุทธจริงๆ
แต่ได้รับอิทธิพลจากฮินดู
ครูใหญ่-- เชื่อในชาติภพไหม
คุณเจมส์-- ผมเชื่อเรื่องการตายและจบ
ไม่มีภพหน้าอีก แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับยาก เพราะจินตนาการไม่ออกว่าหลังความตายจะเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าความเชื่อเรื่องกรรมเป็นเพราะคนที่อยู่ในฐานะสูงสร้างขึ้น
เพื่อจัดระเบียบของสังคม เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ จะสังเกตจาก ทุกองค์กรศาสนาจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐ
ความเชื่อทุกศาสนาจะบอกว่า จะมีอีกชีวิตหลังความตาย
ครูใหญ่--
งั้นเราควรทำดีไปเพื่ออะไร ถ้าไม่เชื่อว่ามีภพหน้าให้คาดหวัง
คุณเจมส์-- ควรเชื่อว่า ไม่ได้ทำความดีเพื่ออะไร แต่ทำความดีเพื่อดี ผมเห็นหลายคนที่ไปทำอะไรให้กับวัดโดยหวังจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตอบแทนทั้งในภพนี้และภพหน้า
ครูใหญ่-- แล้วคนแต่ละคนจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
คุณเจมส์-- เป็นคำถามที่ยาก ผมคิดว่าแต่ละคนอาจจะลองทำดู
แล้วค่อยดูว่าอะไรที่ทำแล้วสบายใจแล้วค่อยทำ
ผมรู้ว่านี่อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี
แต่ผมไม่เคยสับสนเลยว่าอะไรดี หรือไม่ดี
ผมได้เรียนรู้จากตายาย ว่าไม่มีใครที่จะได้อะไรจากตัวเอง เราได้สิ่งต่างๆ ทั้งหมดจากคนอื่นทั้งนั้น เราได้ร่างกายจากอาหาร เราร่ำรวยเพราะเงินจากคนอื่น
ครูใหญ่-- ใครเป็นต้นแบบของคุณเจมส์
คุณเจมส์-- ในเชิงเทคนิค คนที่เป็นต้นแบบของคนคือ Ken Tenson เค้าเป็นคนทำระบบ Unix
ครูใหญ่-- รู้สึกศรัทธาใครมากที่สุด
คุณเจมส์-- เฉพาะในประเทศอังกฤษ ผมให้ความนับถือคุณมากาเรต
เทดเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก
หลายคนอาจจะไม่ชอบเค้า
เพราะเค้าอาจจะเป็นคนที่มั่นใจมากเกินไป
แต่เค้าทำให้อังกฤษเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เช่น
ทำให้องค์กรของรัฐเล็กลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น
ทำให้อำนาจของรัฐสภาน้อยลง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
ในประเทศอื่นๆ ผมชอบคืออองซานซูจี ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านของพม่า ผมชอบในประเด็นที่เค้าไม่ยอมจำนน
ยึดถือหลักการในวิถีการต่อสู้ของตนเองอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เค้าได้ต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่
ด้วยความอดทน โดยไม่นึกถึงแก่ตัวเอง แม้ขณะที่สามีเสียชีวิตก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพ และผมพบว่ามีคนประเภทนี้ในโลกน้อยมาก
และไม่เห็นมีนักการเมืองคนใดในประเทศไทยเป็นอย่างนั้น ในเรื่องวิชาการ ผมชอบ Berter Russel เป็นชาวอังกฤษ เค้าเก่งในด้านปรัชญา คณิตศาสตร์
แต่ก็สนใจเรื่องสังคม เค้าเขียนหนังสือที่ดีมาก และเค้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่
2 ส่วนในครอบครัวผมมีตายายเป็นตัวอย่าง
เค้าเป็นคนสร้างบริษัทที่ใหญ่มากขึ้นมา คือประมาณใหญ่กว่า
เทสโก้ ตาผมให้การสนับสนุนเรื่องศิลปะ
เค้าเคยให้การสนับสนุนนักศิลปะโนเนมคนหนึ่งจนกระทั่งมีชื่อเสียง บ้านของตาจะประกอบด้วยงานศิลปะของศิลปินคนนั้น ตาไม่สนใจว่าใครจะคิดหรือวิจารณ์อย่างไร
แต่เค้ามั่นใจในความคิดของตัวเอง
เป็นคนที่ทำงานละเอียดมาก
เป็นผู้ดีอังกฤษ ไม่เคยแสดงอาการฉุนเฉียวใส่ใคร
ครูใหญ่-- อะไรที่ได้จากคุณตา
คุณเจมส์-- ไม่ฟุ่มเฟือย
และได้ช่วยเหลือคนอื่น
ครูใหญ่— ณ วันนี้คุณเจมส์คิดยังไงเกี่ยวกับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
คุณเจมส์-- ผมสมหวัง
แม้บางครั้งผู้ปกครองบางส่วนจะไม่เข้าใจ
แต่ผมก็ไม่ได้หวังแค่นี้ ผมหวังที่จะช่วยการศึกษาไทยทั้งหมด
ซึ่งที่ผ่านมาเราช่วยได้มากกว่าที่หวังเสียอีก
ผมมองว่าโรงเรียนเราประสบผลสำเร็จ
เป็นโรงเรียนที่ดี
มีคนมาเรียนรู้มากมาย โจทย์ที่เราพยายามแก้มันสำคัญมากต่อประเทศไทย
เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย
เราเคยมองว่า เราอยู่ในระดับเดียวกันกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ตอนนี้เรากลัวเวียดนามหรือกัมพูชา
มันอยู่ที่คุณภาพของคน ซึ่งผมเป็นห่วงเรื่องนี้มาก
ครูใหญ่-- ที่คุณเจมส์ครองโสดมานาน
มีมุมมองเรื่องผู้หญิงที่จะเป็นแฟนอย่างไร
คุณเจมส์-- ผู้หญิงที่จะทำให้ผมแต่งงานด้วยได้ ต้องเป็นคนที่ผมรักได้ทุกวัน และจะต้องมีคุณสมบัติเป็นแม่ที่ดี
เข้าอกเข้าใจกัน
และอยู่ด้วยกันอย่างไม่อึดอัด ต้องให้ความรู้สึกอบอุ่น สามารถเปิดเผยเรื่องต่างๆ ต่อกันและกันได้
และเคารพให้เกียรติกัน
ครูใหญ่-- ดูเหมือนชีวิตจะเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง คุณเจมส์รู้สึกขาดอะไรบ้างไหม ต้องคิดให้ดีถึงคำถามนี้
เพราะมันหมายถึงมุมมองของชีวิตของคุณเจมส์
คุณเจมส์-- ผมรู้สึกว่าการมีลูกเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ สิ่งนี้ผมยังไม่มี ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และผมก็รู้สึกได้ว่าผมยังขาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
