ติดตามเรื่องราว

..เรียนรู้ จากความยาก..-
บางทีการทำให้เส้นทางสู่ความจริงคดเคี้ยวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้เกิดระทางที่ยาวไกลขึ้นอาจจะเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตที่ต้องการเวลากับการค้นหาความหมาย นั่นล่ะ -PBL




วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ร่วมกัน

พัฒนา งอกงาม | อย่างเป็นองค์รวม.. 
“ผมคิดว่าเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินชีวิตก็คือ ‘อยากให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุข’
 คือมีจิตอิสระมากพอ มีความสามารถในการชี้นำตนเอง และเราก็มีเครื่องมือใหญ่ที่สำคัญของสังคมที่จะสร้างคนอย่างนั่น นั่นก็คือ..การศึกษา  แต่ความเข้าใจผิด ทำให้เครื่องใหญ่ชุดนี้ไปอยู่ในองค์กรซึ่งก็คือโรงเรียน  แท้จริงแล้วในเครื่องมือใหญ่ที่พูดถึงเรื่องการศึกษา หัวใจของมันก็คือ การสร้างการเรียนรู้
...ผมเชื่อว่าการสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงจะทำให้คนถูกยกระดับขึ้น พัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้านอย่างองค์รวม
..คนที่พัฒนาขึ้นรอบด้านอย่างเป็นองค์รวมจะเข้าใจความหมายของการการมีชีวิตและดำเนินชีวิตที่แท้จริงว่าคืออะไร?หรือจะต้องทำอย่างไร? การดำเนินชีวิตก็จะเป็นไปอย่างลื่นไหล  ภาวะลื่นไหลคือความปกติสุขนั่นเอง
แต่..โจทย์ที่จะสร้างการเรียนรู้ที่ดีในสถานศึกษานั้นมีหลายองค์ประกอบ  องค์ประกอบหนึ่งคือเราต้องพูดถึงบรรยากาศ  คำว่าบรรยากาศ ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย สัปปายะ เท่านั้น แต่องค์ประกอบสำคัญของบรรยากาศที่มีผลต่อการเรียนรู้คือความเป็นกัลยาณมิตร สัมพันธภาพที่ดีจะสร้างการร่วมมือกันของคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครอง และสังคม ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะการเรียนรู้ที่สมบูรณืจำเป็นต้องเกิดขึ้นในสองขั้นตอนใหญ่คือการเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ร่วมกัน
 องค์กรจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันขึ้นมาให้เป็นแบบอย่างกับเด็กๆ และผู้คนที่รายล้อมอยู่ เพื่อให้เด็กและทุกคนได้งอกงามขึ้นทุกๆ ด้านอย่างเป็นองค์รวม  ความเป็นกัลยาณมิตรความสนิทสนมจะเสริมสร้างพลังอำนาจในกลุ่มคนขึ้นมาเพื่อช่วยให้การเรียนรู้ร่วมกันนั้นเข้มข้นขึ้น  การเรียนรู้ที่มีความหมายขึ้น เป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องระหว่างที่อยู่ในโรงเรียนกับการใช้ชีวิต  แล้วตอนนั้นเราก็จะเห็น..คนที่ทำงานทั้งครู ทั้งผู้ปกครอง ทั้งสังคม รวมทั้งเด็กๆ ได้เรียนรู้ไปอย่างมีความสุข..ในขณะเดียวกัน”
แล้วในที่สุดแล้วเขาจะค้นพบความหมายของคำถามใหญ่ๆ ในชีวิต


  สร้างเครือข่าย | ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน.. 
“เน้นย่ำมากๆ เรื่องของบรรยากาศก็คือ เรื่องของสัมพันธภาพของคนที่เกี่ยวข้อง
เพราะสิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือใหญ่ที่จะเป็นพื้นที่ให้เมล็ดพันธุ์ในตัวเด็กได้งอกงามได้จริงๆ
การที่พยายามแยกส่วนระหว่างการสอนออกจาก..บรรยากาศของสัมพันธภาพในองค์กร บรรยากาศของสังคม บรรยากาศของปัญหาสังคม ก็เหมือนการศึกษาทีแห้งแล้ง แล้วก็ไม่มีความหมาย
ถ้าสร้างความร่วมมือต่อกันจริงๆได้ก็จะมีพลังอำนาจอย่างแท้จริง  เพราะสิ่งที่ขาดแหว่งตลอกมาของการจัดการศึกษาก็คือการที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกันอย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่การศึกษานะ..ปัญหาทางด้านการเมือง ทางสังคมก็เหมือนกัน
ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากที่..การไม่ได้มีส่วนร่วมกันอย่างแท้จริง
การเสริมสร้างพลังอำนาจของคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สร้างการมีส่วนร่วมต่อกัน มันก็มีกระบวนการที่เราพยายามให้โรงเรียนต่างๆได้ หันกลับมาเริ่มทำกระบวนการพัฒนาองค์กรแบบใหม่ ก็คือ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ร่วมกันที่เน้นกระบวนการคิดกระบวนการทัศน์ใหม่ ด้วยการสร้างชุดความรู้ขึ้นมาร่วมกัน
มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติ”

  เรียนรู้จากการปฏิบัติ | การทำงานร่วมกัน.. 
“ตัวกระบวนทัศน์ใหม่นี้..เน้นการสร้างสัมพันธภาพที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้องกันเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่ เกิดขึ้นรอบตัวในการสร้างบริบทในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
แล้ว..กระบวนการ PLC ที่เราเรียกสั้นๆ ในโรงเรียนนี้ก็จะเป็นกระบวนการหนึ่งที่ให้ครูได้เรียนรู้ไปด้วยกันและเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ  เพื่อจะสร้างองค์กร และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษา ในการสร้างการเรียนรู้อย่างแท้จริง”
  ร่วมกัน | สร้างการเรียนรู้อย่างแท้จริง.. 
“เท่าที่เรา..ออกไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆที่ ร่วมทำโครงการกันอยู่มาปีกว่าๆ นี้นะครับ
เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนกับทุกโรงเรียน
โดยเฉพาะที่เราเห็นชัดเจนที่สุดก็คือ กระบวนการทำงานร่วมกัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กร ให้เป็นองค์กรที่มองเห็นสัมพันธภาพ มองเห็นความเป็นกัลยาณมิตรในการที่จะเอื้อให้เด็กได้เติบโตงอกงาม เรียนรู้เต็มศักยภาพ
_ก็เห็นได้ชัดว่า..กระบวนการเรียนรู้ของครู ก็ทำให้ครูนั้นยกระดับความเข้าใจต่อกัน สร้างองค์กรต่อการจัดการเรียนรู้ต่อการจัดการศึกษามากขึ้น เท่านี้เห็นแล้วก็ชื่นใจ  แล้ว..กระบวนการที่มันเหมือนจะจุดติดไฟไปแล้วนี้ ก็จะหมุนขับเคลื่อนให้องค์กรแต่ละองค์กรนั้นวิวัฒน์มากขึ้น แล้วก็ขยายผลได้มากขึ้น”
  องค์กรรูปแบบใหม่ | วิวัฒน์ | ขยายผล.. 
“การจัดการศึกษา เราก็จะเห็นว่าสังคมมีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง
แต่..ก็ดูเหมือนว่าทุกครั้งก็กลับมาที่เดิมทุกที เพราะเวลาเราเกิดปัญหาอะไร ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยPattern (รูปแบบ) หรือกรอบคิดเดิม สุดท้ายมันก็กลับมาที่เดิม
_เราต้องแก้ปัญหาเดิมด้วย..การสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อจะค้นพบหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา
แล้วก็ต้องคิดอยู่คนละฐานคิดกับปัญหา
เราคงจะเห็นแล้วว่าโครงการที่เราทำไปกับโรงเรียนภาครัฐหลายโครงการ..ได้สร้างสัมมาทิฐิให้ครู ได้เห็นความพยายามของครูที่จะพัฒนานวัตกรรมบนกรอบความคิดใหม่ บนฐานความคิดใหม่ บนความเข้าใจต่อเด็กแบบใหม่ แล้วครูเหล่านั้นก็ค้นพบวิธีใหม่ๆ  บางทีแม้จะเป็นเพียงประกายเล็กๆ แต่เราก็พบว่านั้นคือ ‘หนทางที่จะสร้างโอกาส’ ในการที่จะแก้ปัญหาแบบใหม่..ให้ยั่งยืนมากขึ้น”

วิเชียร ไชยบัง
ครูใหญ่โรงเรียนนอกกะลา
ถอดความ โดย ครูป้อม


วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การฝึกฝนปฏิบัติการแห่งรัก

ผมเห็นครูบางคนที่ให้เด็กเปียผมให้  นวดให้ ทำงานให้ครู หรือครูทำงานให้เด็ก  ผมคิดว่าเบื้อหลังพฤติกรรมเหล่านั้นน่าจะเกิดจากวิธีการคิดของครูอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

ระดับที่ 1 ไม่ได้จัดการตัวเองก่อนที่จะมาถึงโรงเรียนเลย อาจจะตื่นสาย มีนิสัยขี้เกียจ ไม่มีสำนึกตรึกตรองเรื่องหน้าที่ หรือไม่มีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองให้ดูดี เลยต้องให้เด็กๆ ช่วยแก้ขัดไปก่อน 

ระดับที่ 2 ครูยังคิดว่าตนเองเป็นผู้มีอำนาจ  และเด็กคนนั้นอยู่ใต้อำนาจ เป็นประเภทซาดิสม์ มาโซคิสม์  เป็นกระบวนการเถลิงอำนาจของครูและสร้างความพึงพอใจต่อการอยู่ใต้อำนาจของเด็ก  วิธีคิดแบบนี้อันตราย  เพราะเป็นการสานต่อแบบแผนของอำนาจ ทั้งจะสร้างคนประเภทศิโรราบต่ออำนาจมากกว่าการเคารพในคุณค่าในตัวเอง  เขาจะไม่กล้าเป็นอิสระ ไม่เป็นอิสระ และจะถูกครอบงำด้วยความคิดความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

ระดับที่ 3   เกิดจากทั้งครูและเด็กคู่นั้นชอบกันเป็นพิเศษ จึงสร้างกิจกรรมเพิ่มเติมสัมพันธภาพต่อกันและกัน  วิธีนี้เกิดขึ้นเพราะฉันทาคติ ซึ่งเป็นอคติแบบหนึ่ง เด็กคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะโดนผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม การเรียนรู้จะไม่ได้เกิดอย่างเต็มที่ที่ควรจะเป็น ชั้นเรียนชั้นนั้นก็จะเกิดสภาวะเหมือนปรากฏการณ์พิกมาเลียน 


ระดับที่  4  ครูตั้งใจทำอย่างนั้นเพื่อให้เด็กได้ฝึกการเป็นผู้รัก  แทนที่จะเป็นผู้ถูกรักอย่างเดียว  ทักษะของการเป็นผู้รักหรือการรักต้องการการฝึกฝนเช่นกัน  เพื่อให้การแปลงจากความรู้สึกภายในให้การเป็นการปฏิบัติการของความรัก(Action)  ครูที่มาถึงขั้นนี้นับว่าจิตสูง  มีความเข้าใจต่อความรักอย่างแท้จริง มีความเข้าใจต่อชีวิตอย่างแท้จริง และ รู้ด้วยว่าควรฝึกฝนกับเด็กแต่ละคนอย่างไร ให้โอกาสเด็กทุกคน เป็นด้วยการเสียสละตนเองเพื่อการฝึกฝนเด็ก และเป็นไปโดยปราศจากอคติ

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อความลับถูกเปิดเผย

นักมายากล สร้างความฉงนงงงวยและความตราตรึงให้กับผมได้เสมอ ผมคิดว่าพวกเขาช่างมีอำนาจที่จะควบคุมคนเหมือนผู้วิเศษที่มีเวทมนต์ดำ ผมสนใจศาสตร์นี้มาตั้งแต่ยังเล็ก ปัจจุบันมีคลิปที่เปิดเผยความลับของมายากลมากมาย จนผมเริ่มรู้ไต๋ จนการดูมายากลระยะหลังๆเปลี่ยนจากความรู้สึกฉงนเป็นความสนุกในการมองหาเคล็ดลับของกลเหล่านั้น
นักมายากลเมื่อถูกเปิดเผยเคล็ดลับ ก็จะสูญเสียความตราตรึงใจไปทั้งหมด สิ่งที่ทำจะถูกมองว่าเป็นเรื่องตบตา

เช่นเดียวกันที่ก่อนหน้านี้ผมเคยรู้สึกว่าการทำประกันชีวิตเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี มั่นคง จ่ายเบี้ยเพียงปีละครั้ง เมื่อครบ  20 ปีก็ได้เงินก้อนโต แถมระหว่านั้นหากเสียชีวิต ครอบครัวยังได้รับทุนประกันทั้งหมด. แต่เมื่อผมเข้าสู่วงการโดยเป็นตัวแทนประกันจึงพบว่า ลูกค้าไม่มีทางชนะบริษัทประกันได้เลย. เบี้ยประกันถูกหั่นแบ่งเค้กกันตั้งแต่ปีแรก ผู้ขายชั้นแรกได้ 50% และชั้นต่อๆ มาก็ได้รับลดหลั่นกันไป เหลือค่าเบี้ยประกันถึงบริษัทไม่กี่เปอร์ และทุกปีต่อจากนั้นยังถูกแบ่งให้คนขายประกันอีกเรื่อยๆแม้จะสัดส่วนที่น้อยก็ตาม. ในตัวกรมธรรม์เองก็มีความซับซ้อนของคำและเงื่อนไขเกินกว่าผู้ซื้อจะเข้าใจจริงๆ ที่สำคัญคือเมื่อดูแนวโน้มของค่าเงินที่ลดลงทุกปี ค่าเบี้ยในช่วงปีแรกอาจมีมูลค่าสูงพอๆ กับทุนประกันก้อนโตในปีสุดท้ายเลยทีเดียว 
เมื่อผมเห็นแบบนี้ผมจึงไม่ซื้อประกันอีกต่อไป และจะแนะนำผู้ที่ผมรู้จักไม่ให้ซื้อด้วย ให้เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า
เมื่อผมรู้ความลับเหล่านี้ คนขายประกันก็ไม่สามารถขายประกันให้ผมอีกต่อไป

ถ้าข้อมูลต้นทุนการผลิตรถยนต์ถูกแบออกอย่างละเอียด เราจะซื้อรถได้ในราคาถูกมากขึ้น
หรือ ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการทำให้พวงมาลัยที่ขายกันตามสี่แยกไฟแดงที่ทำให้มันอยู่กลางแดดได้ทั้งวัน เราอาจจะไม่อยากซื้ออีกเลยแม้จะรู้สึกสงสารคนขายเพียงใดก็ตาม   

การสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพในยุคปัจจุบันและในอนาคต
สารสนเทศที่มีคุณภาพจะสร้างการรู้เท่าทัน 
.

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ญี่ปุ่น-มุมอับ

มุมอับ
คืนนี้อุณหภูมิ18องศาC. เป็นค่ำคืนที่สบาย. ผมออกเดินหาร้านบาร์บีคิวเล็กๆที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้า เจ้าของร้านมีคุณลุงกับป้าแก่ๆ ลุงย่างบาร์บีคิวขายให้ไม้ละ150เยน กับสาเกอุ่นๆแก้วละ400เยน ส่วนป้าคอยคิดเงิน แกมีเครื่องคืดเงินที่เสียไปนานแล้วจึงต้องใช้วิธีเขียนลงบนกระดาษของแท่น เครื่องคิดเงินแทนแทน. เราจะเห็นคนแก่ได้ง่ายตามท้องถนน พนักงานทำความสะอาด หรือทำอาหารอย่างนี้. ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมคนแก่คือมีคนแก่วัยเกษียณอยู่ในประเทศ ราว20% ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคนั้น พ.ศ.2568 ตอนที่เดินดูเมืองยามค่ำคืนผมได้เจอและได้คุยกับตาแก่คนหนึ่ง แกก้มๆเงยๆ เปิบข้าวจากถุงพลาสติก อยู่กับขยะกองเบ้อเร่ิม ขยะถูกมีดเป็นถุงแยกประเภทอย่างเรียบร้อยเหมือนนิสัยคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป. ท่าทีลุงเป็นคนอัธยาศัยดีทีเดียว แต่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะแกพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษามือเท่านั้น แต่ผมเข้าใจได้จากน้ำเสียงและแววตา. ตอนที่ผมเดินจากมาแกโบกมืออำลา แกคงแน่แก่ใจว่าตราบชั่วนิรันดร์เราจะไม่พบกันอีก รูสึกสั่นสะเทือนด้านใน
อนิจจาเช้ามาแกยังนอนอยู่ที่เดิม

ย่อข่าว โพสต์ทูเดย์ 16เม.ย58
คนญี่ปุ่นเรียกประเทศไทยว่า “เทนโกกุ” เทน แปลว่า สวรรค์ โกกุ แปลว่า ประเทศ คนไทยเองอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น นั่นเพราะว่าเราไม่เคยรู้จักนรก พนักงานบริษัทญี่ปุ่นถูกส่งตัวมาทำงานที่ไทยดีใจมากกว่าได้โบนัส เพราะมันคือโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ไม่ได้สื่อถึงเรื่องกามารมณ์ แต่หมายถึงความสบายในชีวิตที่พวกเขาจะได้รับในแบบที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มี ยกตัวอย่างเรื่องที่พักจากห้องคับแคบในญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเป็นห้องขนาดใหญ่ใน ไทย เรื่องค่าครองชีพที่ถูกลง แต่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชีวิตในรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเบียดเสียดหาอากาศหายใจทุกเช้าเย็น ด้วยจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่มีมากถึง 126 ล้านคน (พ.ศ. 2556)
โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่การงานที่คนญี่ปุ่นต้องดิ้นรนหาและรักษามันไว้ให้นาน ที่สุด เมื่อมีครอบครัว สามีจะเป็นหลักในการหาเงิน ส่วนภรรยาจะลาออกจากงานประจำแล้วมาดูแลบ้านหรือรับงานพาร์ทไทม์บ้าง วันละ 3-5 ชม. ความเครียดส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สามี วัฒนธรรมการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นคือการแข่งขันเพื่อให้ก้าวหน้าไป “พร้อม” กับคนอื่น เวลาทำงานคือเวลา+ทำงานจะไม่พักซื้อชานมไข่มุกหรืองีบหลับ ทุกคนจะรู้หน้าที่และทำตามนั้น โดยทั่วไปเวลาทำงานคือวันละ 8 ชม. พนักงานบริษัททำ 5 วัน โรงงานทำ 6 วัน รายได้เด็กจบใหม่ประมาณเดือนละ 1.82 แสนเยนต่อเดือน และส่วนใหญ่ถ้าเริ่มทำงานที่ไหนก็จะทำที่เดิมจนเกษียณอายุ แต่กว่าจะอยู่ถึงเกษียณได้ระหว่างนั้นคือ “ความเครียด” เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับการยอมรับจากที่ทำงาน เมื่อเข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็จะทำงานที่นั่นไม่ได้ คนญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทุกเย็นต้องชวนกันไปกินข้าวหรือสังสรรค์ต่อ เราจึงได้เห็นภาพชายใส่สูทเดินขวักไขว่ตามท้องถนน แม้ว่าจะเที่ยงคืนแล้วก็ตาม
ความเร่งรีบ การแข่งขัน และความอึดอัด ทำให้คนญี่ปุ่นเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดคนเร่ร่อน คนโรคจิต และคนฆ่าตัวตาย
ชายญี่ปุ่นที่โดนไล่ออกจากงานหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่กล้าสู้ หน้าภรรยาจนต้อง “หนี” ออกจากบ้าน เราจึงพบคนเร่ร่อนหรือมนุษย์กล่องนอนเกลื่อนกลาดตามข้างทางแบบมีเสื้อผ้าครบ ชุดพร้อมกระเป๋าเดินทาง
สำหรับคนฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีจำนวนมากปีละ 3 หมื่นคน มากกว่าจำนวนคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เกือบ 4 เท่า





ญี่ปุ่น-ภูมิปัญญา

หนัง EMPEROR จักพรรดิของปวงชน - หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง. นายพลดักลาส แมกอาเธอร์ ได้รับมอบหมายให้สอบสวนเพื่อนำตัวจักพรรดิฮิโร ฮิโตะ ของญี่ปุ่นสู่การประหารในฐานะอาชญกรสงคราม แต่เรื่องนี้ก็เลือกที่จะถ่ายทอดถึงความเป็นอัจฉริยภาพด้านความเป็นผู้นำของ องค์จักรพรรดิด้วย ที่สุดแม้พระองค์ถูกพิจารณาว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ฐานันดรแห่งความเป็นสมมุติเทพก็ถูกบันทอนลงให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่กระนั้นพระองค์ยังเป็นที่เทิดทูนของคนญี่ปุ่น
นี่คือภาพมุมหนึ่งของราชวังที่เป็นตำนานมากว่า 1,600ปี ที่ยังคงเก็บงำจิตวิญญาณดั่งเดิมของคนญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเงียบเชียบ กับอีกด้านคือภาพตึกย่าน Ginza ที่คึกคักด้วยแหล่งธุรกิจสำคัญของประเทศที่ที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปีนี้




สวนกลางกรุงโตเกียวใหญ่โตมากและเก่าแก่มาตั้งแต่รัฐสมัยเมจิ. ในนั้นมีต้นไม้ใหญ่เล็กหลายพันชนิด สวนอันกว้างใหญ่กลายเป็นมุมสงบของเมืองอันวุ่นวาย
ในนั้นมีศาสนสถานของชินโต(ศาลเจ้าเมจิ)ที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมาก่อนสมัยพุทธกาล ชินโตค้ำจุนระบบจักรพรรดิในฐานะที่เป็นบุตรของพระอาทิตย์ แต่ลัทธินี้ก็เสื่อมลงมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดูหนังเรื่องEMPEROR ก็พอเห็นร่องรอย
ในนั้นยังซ่อนสถานที่เงียบๆ ที่เป็นที่ฝึกศิลปะการยิงธนูของญี่ปุ่น หรือ กิวโด Kyudo
โชคดีมากที่เขาอนุญาตให้เข้าชม. หญิงทั้ง 3 มีอายุมากแล้วแต่ก็แข็งแรง สวมชุดชุดยูกัตตะทะมัดทะแมง. มีท่วงท่าที่งดงามสงบและเป็นหนึ่งเดียว. ผมต้องกลั้นหายใจไว้ทุกครั้งที่พวกนางน้าวคันศรเพื่อยิ่งลูกศรให้พุ่งสู่ เป้าหมายกว่า 50 เมตร ด้วยกลัวว่าเสียงหายใจของผมจะกลายเป็นเสียงรบกวน
ยูเกน เฮอริเกล ใช้เวลา50ปีในการเรียนยิ่งธนูศาสตร์อันลึกลับกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่น แล้วเขียนหนังสือชื่อ "ศิลปะการยิงธนู" เขาอธิบายอย่างเซนว่ามันคือ "ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ" การยิงธนูถูกปฏิบัติอย่างพิธีกรรมทางศาสนา ร่ายรำในท่วงทำนองแห่งการเป็นไปเอง ไร้ความพยายามและความมุ่งหมาย น้าวคันศรโดยปราศจากความตั้งใจ ปล่อยลูกศรเสมือนหนึ่งผลไม้สุกหล่นจากต้น. ความสมบูรณ์บรรลุเมื่อคันศร ลูกศร เป้า และคนยิงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน



ญี่ปุ่นกับการพัฒนา

วัฒนธรรมเสียดาย กับ ไม้เช็ดก้น
สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสูญเสียและบอบช้ำไม่น้อยไปกว่าเยอรมันและฟินแลนด์. ความอดอยากและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นในช่วงนั้น ได้สร้างชาติญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่จากความอดทนและบากบั่นทำงานหนัก อาจจะสำผัสความรู้สึกนั้นเลาๆ ได้จากหนังเรื่อง Always ทั้ง 3ภาค
คนใน Generation นั้นและถัดมา ถูกสั่งสอนให้ตระหนักกับคำว่า "เสียดาย" กินและใช้อย่างประหยัด ตักข้าวเท่าที่จะกิน กินข้าวให้หมดทุกเม็ด ใส่เสื้อผ้าจนขาดวิ่นจึงซื้อใหม่ และทำงานหนัก คุณลักษณะ นี้มีผลอย่างมากที่ทำให้ประเทศพลิกกลับมายืนแถวหน้าทางด้านเศรษกิจของโลกได้ ภายในเวลาไม่ถึงห้าสิบปี จนปัจจุบันลูกหลานรุ่นใหม่ของประเทศได้อยู่อย่างสดวกสะบาย มีทรัพยากรล้นเหลือ อย่างส้วมยุคใหม่ของที่นี่แสนฉลาด เพียงเรานั่งลงตัวมันเองจะลาดน้ำกันเปื้อนตัวเองก่อนทันที แล้วปรับอุณหภูมิภายในโถให้อุ่นสะบายก้น มีปุ่มเปิดดนตรีบรรเลงฟังตามแต่อารมณ์ผู้นั่ง เสร็จสรรพมีปุ่มฉีดน้ำแบบเป็นสายน้ำกับแบบฝอยปรับแรงดันได้ตามชอบ จบด้วยการเป่าลมอุ่นให้แห้ง การสร้างนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตของคนญี่ปุ่นมาไกลเกินกู่ ผมนั่งนึกว่าหากโลกพลิกผัน(ความพลิกผันของโลกเกิดขึ้นง่ายดาย)กลับไปเป็นยุค เดิม เด็กๆ ยุคนี้จะจัดการก้นตัวเองอย่างไร เขาจะรู้จักใช้ไม้เช็ดเหมือนยุคเด็กๆ ของผมไหมหนอ แล้วความรู้สึกที่ว่า "เสียดาย" จะกลายเป็นเรื่องน่าอายไปหรือเปล่า

ญี่ปุ่นกับวินัย

ความมีวินัยเห็นได้ง่ายโดยไม่ต้องเฝ้าสังเกต
13 เมษายนหนีร้อนมาพึ่งเย็น จาก40 องศาC มาเป็น10องศาC ในเพียงข้ามคืน พิสูจน์ว่าโลกแปรเปลี่ยนง่าย ทันทีที่ลงเครื่อง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนผ่าน Immigration อย่างเป็นระเบียบ ผ่านมาที่สายพานรับกระเป๋าเจ้าหน้าที่ก็จัดเรียงกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ (ตรงนี้ผมยังไม่เคยเห็นประเทศไหนทำ มักโยนกระเก๋าเราอย่างกับขยะไร้ค่า). ขึ้นบันไดเลื่อนชิดซ้ายกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้คนรีบได้เดินแซงขวาไป. รถไฟมาตรงเวลาเปะและจอดรับคนสัก2นาที่แล้วก็ไปต่อ
ผมหิวข้าวเช้าแต่ยังไม่อยากออกไปผจญกับความหนาวข้างนอก 10c ทั้งฝนตก อยู่ในสถานนีรถไฟฟ้าก็มีร้านอาหารอันเรียบง่ายแต่อร่อยและอบอุ่น คนทำอาหารเป็นหญิงอายุมากแล้วทั้ง3คน แต่แต่งตัวสะอาดเรียบร้อยและดูดี พูดจาสวัสดีทักทายและขอบคุณลูกค้าตลอดเวลา. ใครอยากกินอะไรก็สั่งและจ่ายเงินกับตู้ที่หน้าร้าน เข้ามากินก็บริการตนเองทั้งการรับอาหารและเก็บจานชามส่งกลับ เห็นทุกอย่างเป็นระเบียบอันเกิดจากคนมีวินัยแล้วอิ่มใจ






ค่าเงินเยนตก จาก 34 บาท/100เยน เป็น 28บาท/100เยน