พ่อแม่นักเรียนชั้น ป.6 ประชุมกันก่อนที่ลูกจะจบ ทุกคนกำลังมองหาที่เรียนที่ดีที่สุดให้ลูก และ ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้ลูกเรียนที่มัธยมลำปลายมาศต่อ แต่ก็กังวลว่าลูกจะอ่อนวิชาการ แล้วจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ปกครองกังวลกันมากว่าลูกจะประสบผลสำเร็จไหม ทุกคนอยากให้ลูกมีอาชีพอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งนี้ก็ด้วยความรัก
ผมเลยนึกถึงบทกวีหนึ่งของ คาริบ ยิบราน
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาผ่านเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้
เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง
เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้ แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน...
แต่ทั้งหมดที่พ่อแม่ปรารถนาต่อลูกก็ด้วยความรัก
ความรักอาจทำให้หัวใจตีบเล็กลงถ้ารวมเอาความรักเพื่อตัวเองเข้าไปด้วย
ความรักคือการได้มา หรือ ให้ไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หมอผี
ตอนเป็นเด็ก ผมกลัวผีมาก เพราะคุณตาเป็นหมอผีจึงรู้จักผีชนิดต่างๆ จากการบอกเล่าของคุณตา เมื่อรู้ว่าผมกลัวคุณตาจึงให้คาถาไล่ผีซึ่งเป็นอักขระ 21 ตัว (นะมะพะธะนะโมพุทธายะมะระอุอิอีสาระสุจิเกรุนิ) ผมท่องคาถานั้นขึ้นใจ และมักท่องคาถานั้นบ่อยๆ หรือ ทุกครั้งที่เกิดความกลัว โดยเฉพาะตอนที่โดนผีอำ ซึ่งน่าแปลกใจมากที่มันได้ผลทุกครั้งโดยเฉพาะตอนที่โดนผีอำเมื่อท่องคาถานี้ในใจ ร่างกายจะค่อยๆ คลายออกจนเป็นปกติ
เมื่อโตขึ้นผมเริ่มเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ของอาการผีอำให้กับตัวเองได้ และ เริ่มเข้าใจปรากฏการณ์ของผี ผมมีความกลัวผีน้อยลงทุกขณะเมื่ออายุมากขึ้นและในที่สุดอาจจะไม่กลัวเลย
ตอนโตนี้ผมไม่ค่อยได้กลัวผีและไม่เคยถูกผีอำเลยจึงไม่ต้องใช้คาถานั้นแล้ว
แต่บางทีเมื่อถึงวาระสุดท้าย ขณะที่ผมจะตาย ถ้าผมเกิดความกลัวอะไรสักอย่างขึ้นมา ผมคงต้องท่องคาถานั้นเป็นสิ่งสุดท้าย
การศึกษาอาจใช้เวลาเกือบทั้งหมดของวัยเด็ก แต่แท้จริงเราต้องการบางอย่างเท่านั้นที่จะอยู่กับเขาตลอดไป
เมื่อโตขึ้นผมเริ่มเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ของอาการผีอำให้กับตัวเองได้ และ เริ่มเข้าใจปรากฏการณ์ของผี ผมมีความกลัวผีน้อยลงทุกขณะเมื่ออายุมากขึ้นและในที่สุดอาจจะไม่กลัวเลย
ตอนโตนี้ผมไม่ค่อยได้กลัวผีและไม่เคยถูกผีอำเลยจึงไม่ต้องใช้คาถานั้นแล้ว
แต่บางทีเมื่อถึงวาระสุดท้าย ขณะที่ผมจะตาย ถ้าผมเกิดความกลัวอะไรสักอย่างขึ้นมา ผมคงต้องท่องคาถานั้นเป็นสิ่งสุดท้าย
การศึกษาอาจใช้เวลาเกือบทั้งหมดของวัยเด็ก แต่แท้จริงเราต้องการบางอย่างเท่านั้นที่จะอยู่กับเขาตลอดไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แก้คำผิด
"ทำไม่ครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงติดโชว์ผลงานของเด็กๆ โดยไม่แก้คำผิด?" เป็นคำถามของครูที่มาเข้าอบรมหลายท่าน
จริงๆ ไม่รู้อะไรถูก
แต่เราคิดว่าการตรวจเช็คและแก้ไขโดยครูเป็นการมองจากครูฝ่ายเดียวซึ่งครูกำลังมองภาษาในรูปแบบตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่สามารถนำลองผิดลองถูกได้
การที่ครูแก้คำถูกผิดด้วยตัวแดงพรืดเต็มไปหมด อาจทำให้เด็กรู้สึกภาษาเป็นสิ่งน่ากลัว และอาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถจนไม่กล้าที่จะเขียนคำใหม่ๆ อีกต่อไป
มอนเตสซอรี่ก็เชื่อว่า ถึงเด็กจะเขียนผิดถูกอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเด็กเริมอ่านหนังสือได้เขาจะตื่นตัวที่จะเช็คคำผิดคำถูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเขารักการอ่านและมีประสบการอ่านมากขึ้นเขาจะยิ่งกระตือรือร้นในการตรวจเช็คคำผิดด้วยตังเอง
อาจจะใช้วิธีของครูณีก็ได้ ตอนที่ตรวจงาน ครูณีแค่รวบรวมคำที่เด็กแต่ละคนเขียนผิดมาเขียนไว้มุมหนึ่งของกระดาน ให้มีโอกาสได้ใช้บางคำในจำนวนนั้นอย่างถูกต้อง แล้วหลังจากนั้นเด็กๆ ก็จะตรวจเช็กสมุดของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ภาษาจะเป็นสิ่งน่ารำคาญ ถ้ามันอธิบายความหมายที่อยู่ใต้บรรทัดไม่ได้
จริงๆ ไม่รู้อะไรถูก
แต่เราคิดว่าการตรวจเช็คและแก้ไขโดยครูเป็นการมองจากครูฝ่ายเดียวซึ่งครูกำลังมองภาษาในรูปแบบตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่สามารถนำลองผิดลองถูกได้
การที่ครูแก้คำถูกผิดด้วยตัวแดงพรืดเต็มไปหมด อาจทำให้เด็กรู้สึกภาษาเป็นสิ่งน่ากลัว และอาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถจนไม่กล้าที่จะเขียนคำใหม่ๆ อีกต่อไป
มอนเตสซอรี่ก็เชื่อว่า ถึงเด็กจะเขียนผิดถูกอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเด็กเริมอ่านหนังสือได้เขาจะตื่นตัวที่จะเช็คคำผิดคำถูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเขารักการอ่านและมีประสบการอ่านมากขึ้นเขาจะยิ่งกระตือรือร้นในการตรวจเช็คคำผิดด้วยตังเอง
อาจจะใช้วิธีของครูณีก็ได้ ตอนที่ตรวจงาน ครูณีแค่รวบรวมคำที่เด็กแต่ละคนเขียนผิดมาเขียนไว้มุมหนึ่งของกระดาน ให้มีโอกาสได้ใช้บางคำในจำนวนนั้นอย่างถูกต้อง แล้วหลังจากนั้นเด็กๆ ก็จะตรวจเช็กสมุดของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ภาษาจะเป็นสิ่งน่ารำคาญ ถ้ามันอธิบายความหมายที่อยู่ใต้บรรทัดไม่ได้
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ความสำเร็จขึ้นกับเกณฑ์
ความสำเร็จขึ้นกับเกณฑ์ที่ใช้วัด
และยังขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นที่โอกาสนั้นจะเกิดขึ้น
มีคำถามที่น่าใคร่ครวญยิ่งว่า “อะไร อย่างไร ขนาดไหน คือ ความสำเร็จ”
ตอนผมเรียนมัธยมปลาย เพราะความจนผมจึงไม่มีปัญญาซื้อหนังสือประเภทอ่านเสริม คู่มือ แบบสรุปบทเรียน หรือไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนพิเศษ ผมก็เลยใช้วิธีการตั้งใจเรียนในชั่วโมง แล้วสรุปบทเรียนเองทุกครั้ง การทำอย่างนั้นทำให้ผมได้ใคร่ครวญสิ่งที่เรียนมารอบแล้วรอบเล่า ในแง่มุมที่ต่างออกไปตามช่วงเวลาที่ต่างออกไป มันทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ มากกว่าเนื้อหาที่ได้เรียน กลับกลายเป็นว่าความขาดแคลนทำให้ผมได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ความจริงแล้ว ตอนนั้นผมคิดไม่ออกหรอกว่าจะต้องทำอย่างไร มันเป็นแค่ลูกฟลุ๊ค มันอยู่บนพื้นฐานของโอกาสหนึ่งของความน่าจะเป็นที่อาจจะเกิดกับใครก็ได้ทั้งคนที่มีปัจจัยพรั่งพร้อม หรือ คนอัตคัดขัดสน
วันนี้ผมได้รู้จักมักคุ้นกับใครบางคนทั้งที่โอกาสที่ผมจะได้รู้จักกับใครคนนั้นเพียง 1 ใน หกพันล้าน นี่ก็เป็นเพียงโอกาสหนึ่งขอความน่าจะเป็นเท่านั้น
การควบคุมโอกาสนั้นยากยิ่ง
เราอาจจะมีโอกาสน้อยมากในการที่จะทำให้เด็กแต่ละคนเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้
แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะสร้างโอกาสให้สิ่งที่เราอยากให้เป็นเกิดขึ้นได้เกิดขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ให้โอกาสที่ต้องการและปิดพื้นที่สำหรับโอกาสที่ไม่ต้องการนั้นเสีย
ตัวอย่างเช่น จากคำถาม “จะทำอย่างไรไม่ให้ลูกๆ ติดเกม”
ความเป็นไปได้มากขึ้นถ้าเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ให้เด็กๆ ทำ และในขณะเดียวกันก็ปิดพื้นที่ที่จะให้เด็กได้ใกล้ชิดเกม
แต่จะอย่างไร โอกาสที่จะเกิดยังเป็นไปได้ทุกแบบ การเข้าใจว่ามันเป็นเพียงความน่าจะเป็นอาจจะทำให้เราสบายใจมากขึ้น และตอนนั้นเราจะประจักษ์ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นมันเป็นก็แค่เหตุการณ์ธรรมดาๆ ที่เราสร้างเกณฑ์เข้าไปจับ
และยังขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นที่โอกาสนั้นจะเกิดขึ้น
มีคำถามที่น่าใคร่ครวญยิ่งว่า “อะไร อย่างไร ขนาดไหน คือ ความสำเร็จ”
ตอนผมเรียนมัธยมปลาย เพราะความจนผมจึงไม่มีปัญญาซื้อหนังสือประเภทอ่านเสริม คู่มือ แบบสรุปบทเรียน หรือไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนพิเศษ ผมก็เลยใช้วิธีการตั้งใจเรียนในชั่วโมง แล้วสรุปบทเรียนเองทุกครั้ง การทำอย่างนั้นทำให้ผมได้ใคร่ครวญสิ่งที่เรียนมารอบแล้วรอบเล่า ในแง่มุมที่ต่างออกไปตามช่วงเวลาที่ต่างออกไป มันทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ มากกว่าเนื้อหาที่ได้เรียน กลับกลายเป็นว่าความขาดแคลนทำให้ผมได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ความจริงแล้ว ตอนนั้นผมคิดไม่ออกหรอกว่าจะต้องทำอย่างไร มันเป็นแค่ลูกฟลุ๊ค มันอยู่บนพื้นฐานของโอกาสหนึ่งของความน่าจะเป็นที่อาจจะเกิดกับใครก็ได้ทั้งคนที่มีปัจจัยพรั่งพร้อม หรือ คนอัตคัดขัดสน
วันนี้ผมได้รู้จักมักคุ้นกับใครบางคนทั้งที่โอกาสที่ผมจะได้รู้จักกับใครคนนั้นเพียง 1 ใน หกพันล้าน นี่ก็เป็นเพียงโอกาสหนึ่งขอความน่าจะเป็นเท่านั้น
การควบคุมโอกาสนั้นยากยิ่ง
เราอาจจะมีโอกาสน้อยมากในการที่จะทำให้เด็กแต่ละคนเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้
แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะสร้างโอกาสให้สิ่งที่เราอยากให้เป็นเกิดขึ้นได้เกิดขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ให้โอกาสที่ต้องการและปิดพื้นที่สำหรับโอกาสที่ไม่ต้องการนั้นเสีย
ตัวอย่างเช่น จากคำถาม “จะทำอย่างไรไม่ให้ลูกๆ ติดเกม”
ความเป็นไปได้มากขึ้นถ้าเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ให้เด็กๆ ทำ และในขณะเดียวกันก็ปิดพื้นที่ที่จะให้เด็กได้ใกล้ชิดเกม
แต่จะอย่างไร โอกาสที่จะเกิดยังเป็นไปได้ทุกแบบ การเข้าใจว่ามันเป็นเพียงความน่าจะเป็นอาจจะทำให้เราสบายใจมากขึ้น และตอนนั้นเราจะประจักษ์ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นมันเป็นก็แค่เหตุการณ์ธรรมดาๆ ที่เราสร้างเกณฑ์เข้าไปจับ
การควบคุม
เมื่อแรกเกิด......
เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะหัดพูด และ ทำสิ่งต่างๆ
เมื่อเข้าเรียน....
โรงเรียนกลับพยายามให้เขาอยู่นิ่งๆ และ หุบปาก
"การควบคุมชั้นเรียน" กับ "การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้" นั้นต่างกัน
อย่างแรกจะมีแต่ความเงียบที่บ่มเพาะความรู้สึกสยบยอมเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม แต่อย่างหลังจะมีทั้งความวุ่นวายโกลาหล และ ความสงบลึก เพื่อให้สมองสมองได้ทำงานครบทั้งสามส่วน
คิดถึงเป้าหมายก่อนวิธี
ทำอย่างไรที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ สำคัญกว่าจะควบคุมเขาอย่างไร
เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะหัดพูด และ ทำสิ่งต่างๆ
เมื่อเข้าเรียน....
โรงเรียนกลับพยายามให้เขาอยู่นิ่งๆ และ หุบปาก
"การควบคุมชั้นเรียน" กับ "การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้" นั้นต่างกัน
อย่างแรกจะมีแต่ความเงียบที่บ่มเพาะความรู้สึกสยบยอมเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม แต่อย่างหลังจะมีทั้งความวุ่นวายโกลาหล และ ความสงบลึก เพื่อให้สมองสมองได้ทำงานครบทั้งสามส่วน
คิดถึงเป้าหมายก่อนวิธี
ทำอย่างไรที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ สำคัญกว่าจะควบคุมเขาอย่างไร
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
หรือจะหลงทางเพราะ NT, O-Net
จากข่าว ไทยรัฐ วันที่ 15 มกราคม 2553
ขณะ นี้มีโรงเรียนจำนวนมากทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ไม่สนใจสอนเนื้อหาการเรียนการสอนชั้น ป.6 และ ม.3 แต่กลับมากระตือรือร้นในการติวนักเรียนเพื่อจะไปสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนมากๆ ...
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.จะจัดทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2552 ให้กับนักเรียน ป.6, ม.3 และ ม.6 ในเดือน ก.พ.นี้ มีโทรศัพท์สอบถามเข้ามาที่ สทศ. จำนวนหนึ่งแจ้งว่า ขณะนี้มีโรงเรียนจำนวนมากทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ไม่สนใจสอนเนื้อหาการเรียนการสอนชั้น ป.6 และ ม.3 แต่กลับมากระตือรือร้นในการติวนักเรียนเพื่อจะไปสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนมากๆ ซึ่ง สทศ.ห่วงว่า โรงเรียนอาจทำบางอย่างที่ไม่สมควร เช่น บอกข้อสอบนักเรียน จึงได้ทำจดหมายถึงศูนย์สอบ เขตพื้นที่การศึกษา ให้เข้าไปช่วยดูการจัดสอบโอเน็ตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจะประชาสัมพันธ์ให้สนามสอบ ป.6 และ ม.3 ทราบว่า หาก สทศ.สงสัยว่ามีโรงเรียน สนามสอบ หรือศูนย์สอบไหนมีพฤติกรรม หรือมีข้อมูลว่า กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทุจริต สทศ.จะไม่ประกาศคะแนนของเด็กนักเรียนในสนามสอบนั้นทั้งหมด เพราะมีนักเรียนจากหลายๆโรงมาสอบร่วมกัน หากมีการทำผิดก็ถือว่าทำผิดทั้งหมด และจะประกาศผลเมื่อตรวจสอบว่าไม่มีการทุจริต.
เมื่อได้อ่านข่าวทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่ง....
กาลครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเร่หาซื้อขวดแก้วที่มีรูปร่างแปลกตา ด้วยราคาแพงมาก เขาเดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมกับโชว์ขวดลักษณะที่เขาต้องการให้ดู ชาวบ้านล่ำลือกันและควานหา แต่มันก็ช่างหายากเหลือเกิน และชายที่รับซื้อขวดก็เดินประกาศหาซื้อขวดแบบนั้นวันแล้ววันเล่า
วันหนึ่งมีชายอีกคนหนึ่งเข็นรถขวด แจกัน ลักษณะต่างๆ มากมายเข้าไปขายในหมู่บ้าน ชาวบ้านแตกตื่นออกมาซื้อขวดแบบที่ชายคนแรกต้องการ แต่ชายคนนี้ก็ขายขวดแบบนั้นแพงมาก จะอย่างไรเมื่อชาวบ้านคำนวณดูแล้วยังได้กำไรอีกมากเมื่อเทียบกับราคาที่ชายคนแรกเสนอซื้อ ชาวบ้านบางคนที่มีทุนหนาก็ซื้อขวดเก็บไว้หลายใบ
หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีคนรับซื้อขวดแบบนั้นอีกเลย
NT, O-Net ก็ไม่ต่างจากชายซื้อขวด หลอกฝันลมๆ แล้งๆ ไปไม่ถึงเป้าหมายที่แท้จริงทางการศึกษา และยิ่งไม่สบายใจมาก เมื่อทราบว่าบางเขตพื้นที่การศึกษา หรือบางโรงเรียน ให้คะแนน NT,O-Net มีผลต่อความดีความชอบครู หรือมีผลต่อการพิจาณาผลงานวิชาการของครู หรือ มีผลต่อการย้ายผู้บริหาร
NT, O-Net มีประโยชน์ในเชิงตรวจสอบคุณภาพการศึกษาแบบภาพรวม(บางด้านเท่านั้น ไม่ใช่ทุกด้าน)
ขณะ นี้มีโรงเรียนจำนวนมากทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ไม่สนใจสอนเนื้อหาการเรียนการสอนชั้น ป.6 และ ม.3 แต่กลับมากระตือรือร้นในการติวนักเรียนเพื่อจะไปสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนมากๆ ...
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.จะจัดทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2552 ให้กับนักเรียน ป.6, ม.3 และ ม.6 ในเดือน ก.พ.นี้ มีโทรศัพท์สอบถามเข้ามาที่ สทศ. จำนวนหนึ่งแจ้งว่า ขณะนี้มีโรงเรียนจำนวนมากทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ไม่สนใจสอนเนื้อหาการเรียนการสอนชั้น ป.6 และ ม.3 แต่กลับมากระตือรือร้นในการติวนักเรียนเพื่อจะไปสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนมากๆ ซึ่ง สทศ.ห่วงว่า โรงเรียนอาจทำบางอย่างที่ไม่สมควร เช่น บอกข้อสอบนักเรียน จึงได้ทำจดหมายถึงศูนย์สอบ เขตพื้นที่การศึกษา ให้เข้าไปช่วยดูการจัดสอบโอเน็ตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจะประชาสัมพันธ์ให้สนามสอบ ป.6 และ ม.3 ทราบว่า หาก สทศ.สงสัยว่ามีโรงเรียน สนามสอบ หรือศูนย์สอบไหนมีพฤติกรรม หรือมีข้อมูลว่า กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทุจริต สทศ.จะไม่ประกาศคะแนนของเด็กนักเรียนในสนามสอบนั้นทั้งหมด เพราะมีนักเรียนจากหลายๆโรงมาสอบร่วมกัน หากมีการทำผิดก็ถือว่าทำผิดทั้งหมด และจะประกาศผลเมื่อตรวจสอบว่าไม่มีการทุจริต.
เมื่อได้อ่านข่าวทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่ง....
กาลครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเร่หาซื้อขวดแก้วที่มีรูปร่างแปลกตา ด้วยราคาแพงมาก เขาเดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมกับโชว์ขวดลักษณะที่เขาต้องการให้ดู ชาวบ้านล่ำลือกันและควานหา แต่มันก็ช่างหายากเหลือเกิน และชายที่รับซื้อขวดก็เดินประกาศหาซื้อขวดแบบนั้นวันแล้ววันเล่า
วันหนึ่งมีชายอีกคนหนึ่งเข็นรถขวด แจกัน ลักษณะต่างๆ มากมายเข้าไปขายในหมู่บ้าน ชาวบ้านแตกตื่นออกมาซื้อขวดแบบที่ชายคนแรกต้องการ แต่ชายคนนี้ก็ขายขวดแบบนั้นแพงมาก จะอย่างไรเมื่อชาวบ้านคำนวณดูแล้วยังได้กำไรอีกมากเมื่อเทียบกับราคาที่ชายคนแรกเสนอซื้อ ชาวบ้านบางคนที่มีทุนหนาก็ซื้อขวดเก็บไว้หลายใบ
หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีคนรับซื้อขวดแบบนั้นอีกเลย
NT, O-Net ก็ไม่ต่างจากชายซื้อขวด หลอกฝันลมๆ แล้งๆ ไปไม่ถึงเป้าหมายที่แท้จริงทางการศึกษา และยิ่งไม่สบายใจมาก เมื่อทราบว่าบางเขตพื้นที่การศึกษา หรือบางโรงเรียน ให้คะแนน NT,O-Net มีผลต่อความดีความชอบครู หรือมีผลต่อการพิจาณาผลงานวิชาการของครู หรือ มีผลต่อการย้ายผู้บริหาร
NT, O-Net มีประโยชน์ในเชิงตรวจสอบคุณภาพการศึกษาแบบภาพรวม(บางด้านเท่านั้น ไม่ใช่ทุกด้าน)
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ระบบปิดทำให้อ่อนแอ

องค์กรเปิด
แท้จริง โลกของเราเป็นสังคมเปิด เราไม่สามารถปิดอะไรได้อย่างแท้จริง ขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีความก้าวล้ำอย่างยิ่ง ทำให้การกระจายข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ทั่วถึงกันทั่วโลก
เราอาจจะกังวลว่า เด็กๆ จะได้รับข้อมูลข่าวสารด้านลบ เช่น ภาพและเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม แต่หารู้ไม่ว่าเราไม่มีทางปกปิดสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการค้นหาข้อมูลรูปภาพจาก Internet สักภาพ ไม่ว่าเราจะใช้คำใดในการสืบค้น ผลที่เกิดจากการสืบค้นจะปรากฏภาพลามก หวาบหวิว ติดมาด้วย ยิ่งถ้าเราคลิ๊กเข้าดูภาพนั้น มันจะเชื่อมกับภาพอื่นๆ อีกมากมาย
เราต้องมองโลกในแง่ที่ดีและเข้าใจในสังคมแบบเปิด ยิ่งปิดกั้นยิ่งต้องการรู้ การสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้รู้เท่าทันจึงจำเป็นกว่าการปิดระบบ
ระบบปิดจะทำให้เกิดความอ่อนแอ
ผมเป็นลูกชาวนา ครั้งหนึ่งผมเลี้ยงเป็ดไว้ 30 ตัว เลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กแบเบาะ ทำคอกเล็กๆ แต่ก็ใหญ่พอสำหรับลูกเป็ดทั้งหมด หน้าที่ของผมคือให้อาหารพวกมันในตอนเช้าและตอนเย็น ผมไม่ได้ปล่อยให้เป็ดออกนอกคอกเพราะผมขี้เกียจตอนไล่ต้อนมันกลับเข้าคอก
เมื่อเป็ดเหล่านั้นโตขึ้น ผมรู้สึกว่าคอกนั้นแคบลง แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะขยายคอกให้กว้างขึ้น หรือ ปล่อยให้พวกมันออกไปข้างนอกบ้าง ผมยังให้อาหารพวกมันเช่นเดิมคือตอนเช้าและตอนเย็น
ผ่านไป 3 เดือน เป็ดทุกตัวโตขึ้นมากจนเกือบได้ขนาดที่จะขายได้
แต่แล้ววันหนึ่ง ปรากฏว่าเป็ดที่ผมเลี้ยงแทบทุกตัวลุกไม่ขึ้น อ่อนเปลี้ยเสียขา ทั้งคอพับคออ่อน ทั้งไม่ยอมกินอาหาร
แท้จริง โลกของเราเป็นสังคมเปิด เราไม่สามารถปิดอะไรได้อย่างแท้จริง ขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีความก้าวล้ำอย่างยิ่ง ทำให้การกระจายข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ทั่วถึงกันทั่วโลก
เราอาจจะกังวลว่า เด็กๆ จะได้รับข้อมูลข่าวสารด้านลบ เช่น ภาพและเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม แต่หารู้ไม่ว่าเราไม่มีทางปกปิดสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการค้นหาข้อมูลรูปภาพจาก Internet สักภาพ ไม่ว่าเราจะใช้คำใดในการสืบค้น ผลที่เกิดจากการสืบค้นจะปรากฏภาพลามก หวาบหวิว ติดมาด้วย ยิ่งถ้าเราคลิ๊กเข้าดูภาพนั้น มันจะเชื่อมกับภาพอื่นๆ อีกมากมาย
เราต้องมองโลกในแง่ที่ดีและเข้าใจในสังคมแบบเปิด ยิ่งปิดกั้นยิ่งต้องการรู้ การสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้รู้เท่าทันจึงจำเป็นกว่าการปิดระบบ
ระบบปิดจะทำให้เกิดความอ่อนแอ
ผมเป็นลูกชาวนา ครั้งหนึ่งผมเลี้ยงเป็ดไว้ 30 ตัว เลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กแบเบาะ ทำคอกเล็กๆ แต่ก็ใหญ่พอสำหรับลูกเป็ดทั้งหมด หน้าที่ของผมคือให้อาหารพวกมันในตอนเช้าและตอนเย็น ผมไม่ได้ปล่อยให้เป็ดออกนอกคอกเพราะผมขี้เกียจตอนไล่ต้อนมันกลับเข้าคอก
เมื่อเป็ดเหล่านั้นโตขึ้น ผมรู้สึกว่าคอกนั้นแคบลง แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะขยายคอกให้กว้างขึ้น หรือ ปล่อยให้พวกมันออกไปข้างนอกบ้าง ผมยังให้อาหารพวกมันเช่นเดิมคือตอนเช้าและตอนเย็น
ผ่านไป 3 เดือน เป็ดทุกตัวโตขึ้นมากจนเกือบได้ขนาดที่จะขายได้
แต่แล้ววันหนึ่ง ปรากฏว่าเป็ดที่ผมเลี้ยงแทบทุกตัวลุกไม่ขึ้น อ่อนเปลี้ยเสียขา ทั้งคอพับคออ่อน ทั้งไม่ยอมกินอาหาร
จากหนังสือ : คนบนต้นไม้(2552)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)